วันจันทร์ที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2562

มิมบัรออนไลน์



คุตบะห์วันศุกร์ 30  มุฮัรรอม 1434  (วันศุกร์ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2555)

แม้ว่าอากาศแปรปรวนก็ขอจงมีจิตใจที่หนักแน่น



الْحَمْدُ لِلَّهِ رَبِّ الْعَالَمِينَ

أَوْ كَصَيِّبٍ مِنَ السَّمَاءِ فِيهِ ظُلُمَاتٌ وَرَعْدٌ وَبَرْقٌ يَجْعَلُونَ أَصَابِعَهُمْ فِي آذَانِهِمْ مِنَ الصَّوَاعِقِ حَذَرَ الْمَوْتِ وَاللَّهُ مُحِيطٌ بِالْكَافِرِينَ

يَكَادُ الْبَرْقُ يَخْطَفُ أَبْصَارَهُمْ كُلَّمَا أَضَاءَ لَهُمْ مَشَوْا فِيهِ وَإِذَا أَظْلَمَ عَلَيْهِمْ قَامُوا وَلَوْ شَاءَ اللَّهُ لَذَهَبَ بِسَمْعِهِمْ وَأَبْصَارِهِمْ إِنَّ اللَّهَ عَلَى كُلِّ شَيْءٍ قَدِيرٌ

يَا أَيُّهَا النَّاسُ اعْبُدُوا رَبَّكُمُ الَّذِي خَلَقَكُمْ وَالَّذِينَ مِنْ قَبْلِكُمْ لَعَلَّكُمْ تَتَّقُونَ



ท่านพี่น้องผู้ศรัทธาทั้งหลาย

จงแสดงออกถึงความยำเกรงต่อพระองค์ให้มากที่สุด จงตระหนักและระวังตนเองหากมีเหตุการณ์ใดๆ ที่อาจส่งผลให้จิตใจของเราอ่อนไหว สั่นคลอน และโน้มตนเองไปสู่หนทางแห่งการเอนเอียงทางด้านการศรัทธา เพราะนั่นคือสิ่งที่บั่นทอนและทำให้เราออกห่างไกลจากแนวทางอันเที่ยงตรงและใกล้ชิดกับพระองค์

หากเราพิจารณาสภาพดินฟ้าอากาศที่แปรปรวนอยู่ในขณะนี้ เป็นเหตุการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน เป็นเหตุการณ์ที่หลายๆ สำนักต่างวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นอาเพศและเป็นสิ่งบอกเหตุถึงความเลวร้าย การถูกทำลายจากภัยธรรมชาติ หรือหากมองถึงความเห็นของชนกลุ่มหนึ่งกลับมองว่า เหตุการณ์ดังกล่าวจะสะท้อนและบ่งบอกถึงภัยพิบัติครั้งยิ่งใหญ่ ในวันที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2555 (12122012) แต่ในแนวทางคำสอนของอิสลามที่ท่านศาสดามูฮำมัด (ซ.ล.) ได้รับวะยูฮ์จากพระองค์อัลลอฮ์ (ซ.บ.) แล้ว เหตุการณ์ในวันกิยามัตจะเกิดขึ้น จะมีสัญญาณทั้งสัญญาณใหญ่และสัญญาณเล็ก ปรากฏขึ้น เป็นสัญญาณเตือนภัยที่เกิดขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่า จนถึงเหตุการณ์ครั้งสุดท้ายที่จะอุบัติขึ้น แต่สิ่งหนึ่งที่ท่านศาสดาไม่ได้ระบุไว้ คือ กำหนดเวลาที่จะเกิดขึ้นอย่างแน่นอนว่าจะเกิดเหตุการณ์นั้นๆ เมื่อใด แต่สิ่งที่แน่นอน คือ เหตุการณ์ในวันกิยามัตนั้น จะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน

ท่านทั้งหลาย

มนุษย์ มีความเคลื่อนไหวปอย่างไม่หยุดยั้ง ทั้งความคิด จิตใจ การกระทำ ที่แสดงออกมาทั้งทางกาย วาจา และจิตใจ รวมถึงการแสดงออกทางพฤติกรรม จะเห็นว่า ผลประโยชน์ของมนุษย์ คือตัวกำหนดที่สำคัญในการแสดงออก หากเมื่อใดที่มนุษย์ได้รับผลประโยชน์มากที่สุด แน่นอนว่าพฤติกรรมที่แสดงออกจะสะท้อนให้เห็นถึงสิ่งที่อยู่ในจิตใจของเขา การกระทำของเขา ซึ่งเขาจะอ่อนโยนหรือแข็งกระด้างต่อผู้หนึ่งผู้ใด และเขาจะให้หรือจะยอมฟังผู้อื่นหรือไม่ ก็ด้วยจิตใจของเขาในขณะนั้น แต่เมื่อใดที่เขาได้รับประโยชน์นั้นในปริมาณที่ลดน้อยลง หรือไม่ไดรับผลประโยชน์ใดๆ ความไม่เพียงพอในจิตใจของเขา ก็จะแสดงออกถึง ความกริ้วโกรธ ความไม่พึงพอใจในสิ่งต่างๆ การเป็นปฏิปักษ์ต่อผู้อื่นที่ได้รับผลประโยชน์นั้นๆ โดยที่เขาไม่ย้อนกลับมาพิจารณาตนเองเลยว่า เขาควรแสดงออกอย่างไร เมื่อได้รับหรือไม่ได้รับผลประโยชน์ต่างๆ เหล่านั้น และเขาได้แสดงออกถึงความยำเกรงต่อพระผู้อภิบาลแห่งสากลโลกแล้วหรือยัง การแสดงออกถึงความยำเกรงอย่างยิ่งนั้น คือ บทบาทของผู้ที่น้อมรับและเกรงกลัวต่อความยิ่งใหญ่ของพระองค์ เป็นความเกรงกลัวที่สะท้อนให้เห็นถึงการมอบหมายชีวิต การมอบหมายอิบาดัร และการมอบหมายในทรัพย์สินและปัจจัยยังชีพต่างๆ ที่พระองค์ทรงตอบรับและจัดสรรด้วยความเมตตากรุณาปราณีต่อเขาเหล่านั้น หาใช่ว่ามวลมนุษย์ พึงแสดงออกถึงความขอบคุณเมื่อได้รับประโยชน์ หากแต่รู้สึกเฉยๆ เมื่อไม่ได้รับ หรือได้รับน้อยลง แน่นอนว่าทุกๆ ริสกีของพระองค์ นั้น คือการทดสอบ ไม่ว่าจะเป็นการทดสอบอันน้อยนิดหรือเป็นการทดสอบที่ยิ่งใหญ่ ก็ตาม สิ่งต่างๆ เหล่านี้เราพึงตระหนักให้มากยิ่ง

ท่านทั้งหลาย

ยามใดที่อากาศแปรปรวน หรือเกิดความเปลี่ยนแปลงใดๆ เกิดขึ้นก็ตาม แนวทางของท่านศาสดาที่แสดงออกต่อเรื่องราวต่างๆ นั้น คือการนิ่งเฉย อดทนต่อปรากฏการณ์ต่างๆ พร้อมทั้งแสดงออกถึงความอดทนในเรื่องราวนั้นๆ เพราะนั่นคือการทดสอบจากพระองค์ เพื่อเตือนตนเองว่า สิ่งที่บกพร่อง สิ่งที่ยังขาดหรือมองข้ามไปนั้น เราคิดทบทวนบ้างหรือไม่ หาแนวทางแก้ไข ด้วยความยำกรงในสิ่งที่เกิดขึ้น ไม่แสดงออกถึงความท้าทาย ความเห็นที่ปราศจากแนวทางอันเที่ยงตรง เพราะทุกๆ ภัยพิบัติ (บาลา) นั้น มีริสกีแฝงเร้นไว้ การทดสอบจากพระองค์ จะมีรางวัลอันยิ่งใหญ่อยู่เสมอ ขอเพียงเราทั้งหลาย อย่าได้บิดพลิ้ว หรือแสดงออกเฉกเช่นเดียวกับชนผู้ปฏิเสธต่อหลักการของพระองค์ ขอให้พิจารณาโองการ 3 โองการจากพระมหาคัมภีร์อัลกุรอ่าน Al-Qur'an, 002.019-021 (Al-Baqara [The Cow]) ความว่า

002.019 أَوْ كَصَيِّبٍ مِنَ السَّمَاءِ فِيهِ ظُلُمَاتٌ وَرَعْدٌ وَبَرْقٌ يَجْعَلُونَ أَصَابِعَهُمْ فِي آذَانِهِمْ مِنَ الصَّوَاعِقِ حَذَرَ الْمَوْتِ وَاللَّهُ مُحِيطٌ بِالْكَافِرِينَ

002.019 Or (another similitude) is that of a rain-laden cloud from the sky: In it are zones of darkness, and thunder and lightning: They press their fingers in their ears to keep out the stunning thunder-clap, the while they are in terror of death. But Allah is ever round the rejecters of Faith!

19. หรือดังฝนที่หลั่งลงมาจากฟากฟ้า โดยที่ในฝนนั้นมีทั้งบรรดาความมืด ฟ้าคำรน และฟ้าแลบ พวกเขาจึงเอานิ้วมือของพวกเขาอุดหูไว้ เนื่องจากฟ้าผ่า ทั้งนี้เพราะกลัวความตาย (ตามธรรมดาสำหรับผู้มีปัญญานั้น เมื่อกลัวฟ้าผ่า ก็จะต้องหลีกเลี่ยงให้ห่างไกลจากสิ่งที่เป็นสื่อไฟฟ้าเสีย จึงจะได้รับความปลอดภัย ไม่ใช่เอานิ้วมืออุดหู เพื่อไม่ให้ได้ยินเสียฟ้าผ่า แล้วฟ้าก็จะไม่ผ่า อันเป็นการกระทำของผู้ที่ขาดปัญญา ในทำนองเดียวกัน พวกมุนาฟิกที่พยายามหลีกเลี่ยงไม่ยอมฟัง อัล-กรุอาน และคำแนะนำของท่านนะบีนั้น ก็ใช่ว่าจะพ้นการลงโทษของอัลลอฮฺได้ เพียงแต่แก้ตัวว่าไม่เคยได้ยินโองการของอัลลอฮฺและคำแนะนำของท่านนะบีเท่านั้น)และอัลลอฮฺนั้นทรงล้อม(เป็นการแจ้งให้ทราบว่าพวกเขาไม่สามารถจะหนีให้พ้นไปได้ เพราะประหนึ่งพวกเขาถูกล้อมไว้แล้ว) พวกปฏิเสธการศรัทธาเหล่านั้นไว้แล้ว

002.020 يَكَادُ الْبَرْقُ يَخْطَفُ أَبْصَارَهُمْ كُلَّمَا أَضَاءَ لَهُمْ مَشَوْا فِيهِ وَإِذَا أَظْلَمَ عَلَيْهِمْ قَامُوا وَلَوْ شَاءَ اللَّهُ لَذَهَبَ بِسَمْعِهِمْ وَأَبْصَارِهِمْ إِنَّ اللَّهَ عَلَى كُلِّ شَيْءٍ قَدِيرٌ

002.020 The lightning all but snatches away their sight; every time the light (Helps) them, they walk therein, and when the darkness grows on them, they stand still. And if Allah willed, He could take away their faculty of hearing and seeing; for Allah hath power over all things.

20. สายฟ้าแลบแทบจะเฉี่ยวสายตาของพวกเขาไป (อัลลอฮฺทรงเปรียบเทียบว่า ความชัดเจของอัล-กรุอานนั้นให้ความเจิดจ้าประดุจสายฟ้าแลบที่แทบจะเฉี่ยวสายตาของพวกเขาไป) คราใดที่มันให้แสงสว่างแก่พวกเขา พวกเขาก็เดินไปในแสงสว่างนั้น(ทรงเทียบว่า เมื่ออัล-กรุอานได้ให้ความเข้าใจแก่พวกเขา ในสิ่งที่พวกเขายังมืดมนอยู่ (อันเปรียบเสมือนแสงฟ้าแลบที่ให้ความสว่างแก่พวกเขา) พวกเขาก็ปฏิบัติตาม (อันเปรียบเสมือนพวกที่ยืนอยู่กับที่) และเมื่อมันมืดลงแก่พวกเขา พวกเขาก็หยุดยืน แลหากอัลลอฮฺทรงประสงค์แล้ว (ถ้าอัลลอฮฺทรงประสงค์จะลงโทษพวกเขา พระองค์ก็ทรงให้ตาของพวกเขาบอดไปแล้ว เพราะมีตาก็เหมือนไม่มี เนื่องจากไม่ก่อให้เกิดประโยชน์แก่ตนเองแต่อย่างใด) แท่นอนก็ทรงนำเอาหูและตาของพวกเขาไปแล้ว แท้จริงอัลลอฮฺนั้นทรงอานุภาพเหนือทุกสิ่งทุกอย่าง

002.021 يَا أَيُّهَا النَّاسُ اعْبُدُوا رَبَّكُمُ الَّذِي خَلَقَكُمْ وَالَّذِينَ مِنْ قَبْلِكُمْ لَعَلَّكُمْ تَتَّقُونَ

002.021 O ye people! Adore your Guardian-Lord, who created you and those who came before you, that ye may have the chance to learn righteousness;

21. มนุษย์เอ๋ย! จงเคารพอิบาดะฮฺ (การให้เอกภาพแเด่อัลลอฮฺด้วยความนอบน้อมถ่อมตน และจงรักภักดีต่อประองค์) พระผู้เป็นเจ้าของพวกเจ้าที่ทรงบังเกิดพวกเจ้า และบรรดาผู้ที่มาก่อนพวกเจ้าเถิด เพื่อว่าพวกเจ้าจะทรงยำเกรง

ขอให้เราทั้งหลายพึงตระหนัก และปรับปรุงตนเองให้ได้ใกล้ชิดต่อพระองค์ และดูแลทุกๆ คนในปกครองให้อยู่ในแนวทางอันเที่ยงตรง ขอฝากอัลฮาดีส ความว่า

A man from among those who were before you was called to account. Nothing in the way of good was found for him except that he used to have dealings with people and, being well-to-do, he would order his servants to let off the man in straitened circumstances [from repaying his debt]. He (the Prophet p.b.u.h) said that Allah said: We are worthier than you of that (of being so generous). Let him off. Source : Hadith Qudsi 12

ทางที่ดีงามที่สุด คือหนทางที่เรานั้นประพฤติปฎิบัติตนในแบบฉบับของท่านศาสดาและแนวทางตามคำสอนของอัลกุรอ่าน อย่าได้ปล่อยจิตใจของเราออกห่างไกล แท้จริงนั้น เราควรจดจำวิธีปฏิบัติและการแสดงออกในหนทางที่ดีงามเฉกเช่นการปฏิบัติตนของท่านศาสดา (ซ.ล.)



إِنَّ اللَّهَ وَمَلائِكَتَهُ يُصَلُّونَ عَلَى النَّبِيِّ يَا أَيُّهَا الَّذِينَ آمَنُوا صَلُّوا عَلَيْهِ وَسَلِّمُوا تَسْلِيمًا

رَبَّنَا آتِنَا فِي الدُّنْيَا حَسَنَةً وَفِي الآخِرَةِ حَسَنَةً وَقِنَا عَذَابَ النَّارِ

إِنَّ اللَّهَ يَأْمُرُ بِالْعَدْلِ وَالإحْسَانِ وَإِيتَاءِ ذِي الْقُرْبَى وَيَنْهَى عَنِ الْفَحْشَاءِ وَالْمُنْكَرِ وَالْبَغْيِ يَعِظُكُمْ لَعَلَّكُمْ تَذَكَّرُونَ

سُبْحَانَ رَبِّكَ رَبِّ الْعِزَّةِ عَمَّا يَصِفُونَ

وَسَلامٌ عَلَى الْمُرْسَلِينَ

وَالْحَمْدُ لِلَّهِ رَبِّ الْعَالَمِينَ

ว่าบิ้ลลาฮิเตาฟีก วั้ลฮิดายะห์

วัสสลาม

มูฮำหมัด สันประเสริฐ

ทุกๆ ความดีงามและความประเสริฐ จากมิมบัรออนไลน์นี้


ข้าพเจ้า ขอต่อพระองค์อัลลอฮ์ (ซ.บ.) ทรงตอบรับดุอาร์ และขอให้คุณแม่ของผมได้มีส่วนร่วมในผลงานนี้ด้วย

และขอต่อพระองค์ทรงตอบรับดุอาร์และให้อภัยโทษต่อคุณแม่ของผม ด้วยเทอญ

อามีน


อ้างอิง

อัลกุรอ่านฉบับภาษาไทย สมาคมนักเรียนเก่าอาหรับ ดำเนินการจัดพิมพ์โดยกระทรวงกิจการฮัจย์ แห่งราชอาณาจักรซาอุดิอาเบีย http://www.alquran-thai.com/ShowSurah.asp , www.DivineIslam.com

อัลฮาดีซ : Hadith of The Day V 1.0 Freeware by FaridAnasri avater@muslimonline.com www.beconvinced.com

วันพุธที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

คุตบะห์ นิกาห์

มิมบัรออนไลน์


คุตบะห์นิกาห์ วันเสาร์ 6 เซาววาล 1426 (วันเสาร์ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2547)



คุตบะห์ นิกาห์



เนื่องในงานวะลีมะห์ ระหว่าง คุณ …………………………. บุตร …………………………

กับ คุณ …………………………. บุตร …………………………



الْحَمْدُ لِلَّهِ رَبِّ الْعَالَمِينَ



ท่านพี่น้องผู้ศรัทธาซึ่งยึดมั่นอยู่ในความตักวายำเกรงต่อเอกองค์อัลลอฮ์ทั้งหลาย

มนุษย์แต่ละคนมีจุดเริ่มต้นที่คล้ายๆ กัน นั่นคือกำเนิดมาจากความสัมพันธ์ของคนสองคนที่เป็นเพศตรงข้ามกันหล่อหลอมให้กำเนิดชีวิตน้อยๆ มาจากการปฏิสนธิของเชื้ออสุจิจากฝ่ายชายและเซลล์ไข่จากรังไข่ของฝ่ายหญิง และเริ่มต้นเป็นชีวิตมนุษย์คนหนึ่ง และสิ้นสุดเมื่อเขาตายลง นั่นคือสัจธรรมที่พระองค์อัลลอฮ์ (ซ.บ.) ทรงกำหนดแนวทางเอาไว้ ดังโองการจากซูเราะห์อัลฮัจย์ Al-Qur'an, 022.005 (Al-Hajj [The Pilgrimage]) พระองค์อัลลอฮ์ (ซ.บ.) ทรงมีโองการไว้ความว่า



022.005 يَا أَيُّهَا النَّاسُ إِنْ كُنْتُمْ فِي رَيْبٍ مِنَ الْبَعْثِ فَإِنَّا خَلَقْنَاكُمْ مِنْ تُرَابٍ ثُمَّ مِنْ نُطْفَةٍ ثُمَّ مِنْ عَلَقَةٍ ثُمَّ مِنْ مُضْغَةٍ مُخَلَّقَةٍ وَغَيْرِ مُخَلَّقَةٍ لِنُبَيِّنَ لَكُمْ وَنُقِرُّ فِي الأرْحَامِ مَا نَشَاءُ إِلَى أَجَلٍ مُسَمًّى ثُمَّ نُخْرِجُكُمْ طِفْلا ثُمَّ لِتَبْلُغُوا أَشُدَّكُمْ وَمِنْكُمْ مَنْ يُتَوَفَّى وَمِنْكُمْ مَنْ يُرَدُّ إِلَى أَرْذَلِ الْعُمُرِ لِكَيْلا يَعْلَمَ مِنْ بَعْدِ عِلْمٍ شَيْئًا وَتَرَى الأرْضَ هَامِدَةً فَإِذَا أَنْزَلْنَا عَلَيْهَا الْمَاءَ اهْتَزَّتْ وَرَبَتْ وَأَنْبَتَتْ مِنْ كُلِّ زَوْجٍ بَهِيجٍ



022.005 O mankind! if ye have a doubt about the Resurrection, (consider) that We created you out of dust, then out of sperm, then out of a leech-like clot, then out of a morsel of flesh, partly formed and partly unformed, in order that We may manifest (our power) to you; and We cause whom We will to rest in the wombs for an appointed term, then do We bring you out as babes, then (foster you) that ye may reach your age of full strength; and some of you are called to die, and some are sent back to the feeblest old age, so that they know nothing after having known (much), and (further), thou seest the earth barren and lifeless, but when We pour down rain on it, it is stirred (to life), it swells, and it puts forth every kind of beautiful growth (in pairs).



[22.5] โอ้ มนุษย์เอ๋ย ! หากพวกเจ้ายังอยู่ในการสงสัยแคลงใจเกี่ยวกับการฟื้นคืนชีพแล้วไซร้ แท้จริงเราได้บังเกิดพวกเจ้าจากดิน แล้วจากเชื้ออสุจิ แล้วจากก้อนเนื้อ ทั้งที่เป็นรูปร่างที่สมบูรณ์ และไม่เป็นรูปร่างที่สมบูรณ์ เพื่อเราจะได้ชี้แจงเคล็ดลับแห่งเดชานุภาพ แก่พวกเจ้า และเราให้การตั้งครรภ์เป็นที่แน่นอนอยู่ในมดลูกตามที่ประสงค์ จนถึงเวลาที่กำหนดไว้แล้วเราให้พวกเจ้าคลอดออกมาเป็นทารก แล้วเพื่อพวกเจ้าจะได้บรรลุสู่วัยฉกรรจ์ของพวกเจ้า และในหมู่พวกเจ้ามีผู้เสียชีวิตในวัยหนุ่ม และในหมู่พวกเจ้ามีผู้ถูกนำกลับสู่วัยต่ำต้อย วัยชรา เพื่อเขาจะไม่รู้อะไรเลยหลังจากมีความรู้ และเจ้าจะเห็นแผ่นดินแห้งแล้ง ครั้นเมื่อเราได้หลั่งน้ำฝนลงมาบนมัน มันก็จะเคลื่อนไหวขยายตัวและพองตัวและงอกเงยออกมาเป็นพืช ทุกอย่างเป็นคู่ ๆ ดูสวยงาม



การกำเนิดมนุษย์ และความเจริญเติบโตนับจากวัยแบเบาะจวบจนกระทั่งมนุษย์เติบโตเป็นตัวเต็มวัย หรือวัยเจริญพันธ์ มนุษย์ต่างก็มีความพร้อมและมีความสามารถเพื่อการผลิตประชากรในยุคต่อไป ซึ่งเป็นขั้นตอนที่มีความสำคัญมาก เป็นขั้นตอนที่มีความชัดเจน แต่ในการที่จะให้กำเนิดมนุษย์ในรุ่นต่อมานั้น จุดเริ่มต้นของการให้กำเนิดจะเกี่ยวข้องกับองค์ประกอบหลายอย่าง ทั้งองค์ประกอบทางสังคม วัฒนธรรม ประเพณี เศรษฐกิจ ตลอดจนผลประโยชน์ทางการเมือง ซึ่งแต่ละองค์ประกอบจะมีส่วนผลักดันให้มนุษย์มีความเปลี่ยนแปลงไปในรูปแบบใดบ้าง ทั้งในทางที่ดีและในแนวทางที่ไม่ดี ล้วนแล้วแต่มีตัวกำหนดอันเนื่องมาจากองค์ประกอบแวดล้อมทั้งสิ้น อย่างไรก็ตาม องค์ประกอบที่สำคัญที่สุดที่จะเป็นตัวกำหนดที่มั่นคง และคอยดูแลเขาเหล่านั้น โดยการปลูกฝังแบบฉบับที่ดี ให้กับเขาเหล่านั้น นั่นคือความพร้อมของคนที่จะทำหน้าที่พ่อหรือแม่ให้กับเด็กๆ เหล่านั้น เขาทั้งสองจะต้องมีมุมมองและแนวความคิดที่จะสร้างครอบครัวและพัฒนาคุณภาพชีวิตของบุตรหลานอย่างไรบ้าง จุดเริ่มต้นของชีวิตเริ่มจากการปฏิสนธิจวบจนถึงวัยที่เขาพร้อมที่จะทำหน้าที่เพื่อรักษาเผ่าพันธ์ของตนให้สามารถสืบสานวงศ์ตระกูล เพื่อสร้างความยั่งยืนในการดำรงตนและขยายเผ่าพันธ์แห่งครอบครัวของตนให้มีต่อไปในภาคภาคหน้า จึงเป็นข้อกำหนดมาตรฐานที่พระองค์อัลลอฮ์ (ซ.บ.) ผู้ทรงสร้าง โดยมุ่งแสดงข้อกำหนดให้มนุษย์ได้เล็งเห็นว่าระยะเวลาแห่งการดำเนินชีวิตของเขาเหล่านั้น จะต้องกระทำหน้าที่ของแต่ละคนไปตามวัยของเขา เพื่อการปฏิบัติหน้าที่ตามภาระและความรับผิดชอบของแต่ละคนในช่วงวัยของเขา ทุกคนจะมีหน้าที่ของตนไปตามสถานภาพและบทบาท ตามวัยของตน กล่าวคือ วัยทารก วัยเด็ก วัยรุ่น วัยหนุ่มสาว วัยผู้ใหญ่ วัยชรา ซึ่งเขาจะมีบทบาทแตกต่างกันไป



กล่าวคือ ในความเป็นเด็กเขาต้องได้รับการเอาใจใส่จากคนที่เป็นพ่อแม่ด้วยความทนุถนอม เอาใจใส่ดูแลด้วยความอบอุ่น เสริมสร้างสุขภาพและพลานามัยให้กับเขาเหล่านั้น ตลอดจนหน้าที่ในการให้การเรียนรู้ การสร้างกระบวนการเรียนรู้ จากตัวอย่างที่ดี เพื่อที่จะให้เขาได้ทำตามแบบอย่างและแบบแผนที่ดีในการดำเนินชีวิตจากผู้ใหญ่ ซึ่งจะทำให้เกิดมุมมองทางความคิด สติปัญญา แนวทางในการประกอบอาชีพ ซึ่งจะผ่านกระบวนการพัฒนาระบบการเรียนรู้ การสร้างภูมิปัญญา พลังทางความคิด ความรู้สติปัญญา หล่อลอมเป็นองค์ความรู้ที่มีความพร้อมที่จะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีประสิทธิภาพ มีศักยภาพทางด้านต่างๆ ในอนาคต สำหรับเด็กในช่วงวัยรุ่น จะเป็นช่วงวัยที่มีความเปลี่ยนแปลงมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งความเปลี่ยนแปลงที่เกิดจากระดับฮอร์โมนในร่างกาย จากต่อมไร้ท่อต่าง ๆ จะทำหน้าที่กระตุ้นอารมณ์ ความรู้สึก อยากรู้ อยากลอง หรืออยากหาประสบการณ์ใหม่ๆ ของเขาเหล่านั้นในสิ่งที่ตนเองต้องการเรียนรู้ จะเห็นได้ว่าเด็กวัยรุ่นเหล่านั้น จะกระทำการสิ่งหนึ่งสิ่งใด ตามใจปรารถนา ตามอารมณ์ และความรู้สึกของตนเอง ซึ่งช่วงดังกล่าวเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่จะบอกได้ว่าการกระทำใดๆ ของเขาเหล่านั้น จะส่งผลให้เกิดคุณค่าหรือ เกิดผลเสียต่อการดำเนินชีวิตของเขาหรือไม่



พี่น้องผู้ศรัทธาทั้งหลาย

หันมามองถึงชีวิตในช่วงวัยหนุ่มสาวดูบ้าง ซึ่งช่วงเวลานี้จะเป็นช่วงที่เด็กๆ ที่เติบโตพ้นช่วงวัยรุ่น เริ่มที่จะคำนึงถึงการคบหาเพื่อนต่างเพศ และเริ่มที่จะศึกษา หรือแสวงหาโอกาสในการเรียนรู้เกี่ยวกับเรื่องของคู่ครอง อารมณ์และความรู้สึกของหนุ่มสาว จะมุ่งแสวงหาเกี่ยวกับการคบหาเพื่อนต่างเพศ เพื่อที่จะนำไปสู่การสร้างครอบครัวใหม่ การเตรียมความพร้อมในการมีบทบาทของความเป็นสามีหรือภรรยา และการทำหน้าที่พ่อหรือแม่ ที่จะดูแลเลี้ยงดู เอาใจใส่ต่อกุลบุตร กุลธิดาของเขาเหล่านั้น ซึ่งช่วงเวลาดังกล่าว สภาวะการทำงานของต่อมไร้ท่อต่างๆ ของเขา จะทำหน้าที่ของมันตามกลไกต่างๆ เพื่อสนองตอบต่อความเปลี่ยนแปลงต่างๆ ที่จะเข้ามาสู่ชีวิตของเขาเหล่านั้น สิ่งหนึ่งที่จะพบในทุกๆ คน นั่นคือ ในช่วงวัยรุ่นฮอร์โมนทางเพศจะเริ่มทำงาน และการทำงานของมันจะเป็นตัวกำหนดที่บ่งบอกได้ว่าเขามีความพร้อมที่จะทำบทบาทและหน้าที่อันสำคัญในชีวิต นั่นคือบทบาทของสามีหรือภรรยา กับหน้าที่ของความเป็นพ่อหรือแม่แล้ว ซึ่งในเวลานั้น การแสดงออกของคนในวัยนี้ ต่อภาวะความอยากรู้อยากเห็น อยากทดลอง ภายใต้แรงขับที่ผลักดันอยู่ภายในจิตใจของเขา ว่าเขามีความพร้อมต่อการทำหน้าที่ดังกล่าว หรือว่าเขาได้เรียนรู้ที่จะกระทำหน้าที่อันทรงเกียรติอย่างนั้นแล้วหรือยัง หรือว่าการกระทำของเขาเหล่านั้น เป็นเพียงการตอบสนองอารมณ์ ความรู้สึก ความปรารถนาของอารมณ์ของเขาเพียงเท่านั้นหรือ ซึ่งตามแนวทางของอิสลาม ได้กำหนดวิธีการในการแก้ไขปัญหาเหล่านี้ไว้อย่างชัดเจนแล้ว แต่ว่าวันนี้ในแต่ละชุมชนมุสลิมต่างมีการเตรียมความพร้อมให้กับหนุ่มสาวเหล่านั้นไว้อย่างเพียบพร้อมแล้วหรือยัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบทบาททางด้านความเป็นมุสลิม ความเป็นศาสนิกที่ดี ความคิดในเรื่องการเลือกคู่ครอง การคบหาระหว่างหญิงชายที่จะพัฒนาไปสู่การสร้างครอบครัวในรูปแบบของมุสลิมนั้น แนวทางหรือรูปแบบที่พระองค์อัลลอฮ์ (ซ.บ.) ทรงได้กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการในการเลือกคบหาดูใจในการเลือกคู่ครองเอาไว้อย่างชัดเจนแล้ว จากอัลกุรอ่าน ซูเราะห์ อัลบ้ากอเราะห์ อายะห์ที่ 221 Al-Qur'an, 002.221 (Al-Baqara [The Cow]) อัลลอฮ์ (ซ.บ.) ทรงกล่าวไว้ความว่า



002.221 وَلا تَنْكِحُوا الْمُشْرِكَاتِ حَتَّى يُؤْمِنَّ وَلأمَةٌ مُؤْمِنَةٌ خَيْرٌ مِنْ مُشْرِكَةٍ وَلَوْ أَعْجَبَتْكُمْ وَلا تُنْكِحُوا الْمُشْرِكِينَ حَتَّى يُؤْمِنُوا وَلَعَبْدٌ مُؤْمِنٌ خَيْرٌ مِنْ مُشْرِكٍ وَلَوْ أَعْجَبَكُمْ أُولَئِكَ يَدْعُونَ إِلَى النَّارِ وَاللَّهُ يَدْعُو إِلَى الْجَنَّةِ وَالْمَغْفِرَةِ بِإِذْنِهِ وَيُبَيِّنُ آيَاتِهِ لِلنَّاسِ لَعَلَّهُمْ يَتَذَكَّرُونَ

002.221 Do not marry unbelieving women (idolaters), until they believe: A slave woman who believes is better than an unbelieving woman, even though she allures you. Nor marry (your girls) to unbelievers until they believe: A man slave who believes is better than an unbeliever, even though he allures you. Unbelievers do (but) beckon you to the Fire. But Allah beckons by His Grace to the Garden (of bliss) and forgiveness, and makes His Signs clear to mankind: That they may celebrate His praise.



[2.221] และพวกเจ้าจงอย่าแต่งงานกับหญิงมุชริก จนกว่านางจะศรัทธา และทาสหญิงที่เป็นผู้ศรัทธานั้น ดียิ่งกว่าหญิงที่เป็นมุชริก แม้ว่านาง ได้ทำให้พวกเจ้าพึงใจก็ตาม และพวกเจ้าจงอย่าให้แต่งงาน กับบรรดาชาย มุชริก จนกว่าพวกเขาจะศรัทธา และทาสชายที่เป็นผู้ศรัทธานั้นดีกว่า ชายมุชริก และแม้ว่าเขาได้ทำให้พวกเจ้าพึงใจก็ตาม ชนเหล่านี้แหละจะชักชวนไปสู่ไฟนรก และอัลลอฮ์ นั้นทรงเชิญชวนไปสู่สวรรค์ และไปสู่การอภัยโทษ ด้วยอนุมัติของพระองค์ และพระองค์จะทรงแจกแจงบรรดาโองการของพระองค์ แก่มนุษย์เพื่อว่าพวกเขาจะได้รำลึกกันได้



โองการที่กล่าวถึง เป็นปฐมบทของการเริ่มต้นครอบครัวในอิสลาม ซึ่งการเลือกคู่ครอง เป็นรูปแบบและต้นเหตุสำคัญในการสร้างความสำเร็จของชีวิตครอบครัว ในเรื่องของการเลือกคู่ครองนั้น ลำดับแรกที่ต้องพิจารณา นั่นคือ ต้องพิจารณาถึงหลักการศรัทธาของคนทั้งคู่ที่ตัดสินใจสร้างครอบครัวใหม่ เข้ามาร่วมเรียงเคียงคู่กัน อยู่ร่วมกัน เป็นสามีภรรยากัน เป็นพ่อเป็นแม่ ดูแลบุตรชายหญิงที่จะเกิดขึ้นมา ให้อยู่ในโอวาท ของผู้ที่เป็นพ่อและแม่ ถ่ายทอดความห่วงใย ความรู้ ความคิด และสติปัญญา ในการพัฒนาตนเอง สร้างพื้นฐานการดำเนินชีวิต เพื่อที่จะให้เขาเหล่านั้นจะได้เป็นมุสลิมที่ดีของสังคม เป็นประชาชาติมุสลิมในวันแห่งการตัดสิน ดังนั้น จุดเริ่มต้นของการสร้างครอบครัวมุสลิมที่ดีนั้น จึงอยู่ที่การเลือกคนที่จะมาเป็นคู่ครอง ไม่ว่าจะเป็นคู่ครองของทางฝ่ายชายหรือคู่ครองทางฝ่ายหญิง นั้น แต่ละฝ่ายจะมีหลักการ กฎเกณฑ์ และวิธีคิดอย่างไรในการเลือกคนสำคัญคนนั้นมาเป็น คู่ครอง มาร่วมชีวิต สร้างครอบครัวใหม่ที่อยู่บนพื้นฐานแห่งความอบอุ่น ความรัก ความเอื้ออาทร ห่วงใยต่อกัน ร่วมมือร่วมใจกันสร้างคนในรุ่นถัดไป เป็นมุสลิมรุ่นใหม่ที่มีความเพียบพร้อมทั้งความรู้ ความคิด อิหม่านศรัทธาอย่างถ่องแท้ เที่ยงแท้ในความเป็นมุสลิม บนพื้นฐานแห่งศาสนาอิสลาม ซึ่งในการเลือกคนสำคัญคนนั้น เข้ามาร่วมชีวิต เราต้องให้ความสำคัญโดยมองถึงแนวความคิดในการสร้างครอบครัวในอนาคตของเราในรูปแบบใด เราต้องการครอบครัวของเราในลักษณะใด คนที่จะร่วมกันสร้างครอบครัวด้วยกันกับเรานั้น มีความเหมาะสมกันมากน้อยเพียงใด ทั้งแนวความคิด อารมณ์ สังคม อีคิว ไอคิว สิ่งสำคัญที่สุดคือ พื้นฐานทางความคิดของทั้งสองฝ่ายมีความแตกต่างกันมากน้อยเพียงใด ซึ่งพื้นฐานทางความคิดที่กล่าวถึงนี้จะหมายถึง พื้นฐานทางด้านการศรัทธาในศาสนา เราจะมองกันอย่างไรหากว่าคู่ครองของเรามีทัศนคติในการครองตน หรือหลักการศรัทธาในศาสนาที่แตกต่างกัน ก็เป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องเตรียมความพร้อมสำหรับเขาคนนั้น ให้หันมาทำความเข้าใจที่ตรงกัน เรียนรู้ร่วมกันเกี่ยวกับเรื่องพื้นฐานทางความรู้ในหลักการอิสลาม จนกระทั่งเขาหรือเธอคนนั้น จะมีความศรัทธาอย่างหมดใจในอิสลาม จนกระทั่งสามารถปฏิบัติได้อย่างจริงจัง และพร้อมสำหรับการเป็นมุสลิมที่ดี การเรียนรู้ เพื่อที่จะศึกษาในหลักการพื้นฐานของอิสลาม จึงเป็นสิ่งสำคัญเบื้องต้นสำหรับคู่รัก ที่คนรักของเขาเป็นคนต่างศาสนา ที่จะเข้ามาสู่แนวทางอิสลามทางการสมรส เพราะ ความแตกต่างทางด้านศรัทธาของคนทั้งสอง เป็นปราการด่านแรกอันจะนำไปสู่การสร้างครอบครัวที่อบอุ่นมีกลิ่นไอแห่งความเมตตา ความเป็นสิริมงคลตามที่พระองค์ได้ทรงกำหนดไว้ การที่คนสองคนที่มีพื้นฐานทางครอบครัวแตกต่างกัน ทั้งในด้านของการเลี้ยงดู ปลูกฝังแนวความคิด สติปัญญา วิถีชีวิต คุณภาพชีวิตที่แตกต่างกัน ซึ่งการมาอยู่ด้วยกัน ต่างฝ่ายต่างปรับปรุงตนเอง ให้เข้ากับคนที่เรามุ่งสร้างครอบครัวและอนาคตด้วยกัน จำเป็นต้องปรับตัวเข้าหากันเพื่อหาจุดลงตัวที่เหมาะสม ก็จะสามารถดูแลซึ่งกันและกัน ดูแลครอบครัวใหม่ที่จะเกิดขึ้นได้ได้อย่างลงตัว แต่สำหรับความแตกต่างในด้านการศรัทธาเป็นความแตกต่างที่เป็นนามธรรม ซึ่งความแตกต่างในเรื่องนี้ สำหรับบางคนอาจไม่ให้ความสนใจ และมองข้าม แต่ที่แท้จริงแล้ว ความแตกต่างเรื่องนี้ เป็นความแตกต่างที่ล้ำลึกและเป็นความแตกต่างที่พระองค์อัลลอฮ์ ทรงเป็นห่วงประชาชาติมุสลิมเป็นอันมาก หลักยึดเหนี่ยวทางด้านจิตใจ ถือว่าเป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่ ที่คนหลายๆ คนมองข้าม แต่แท้ที่จริงแล้ว เป็นสิ่งที่พระองค์ทรงเป็นห่วงมากที่สุด ดังโองการอัลกุรอ่าน ซูเราะห์อาลิอิมรอน Al-Qur'an, 003.102 (Aal-E-Imran [The Family of Imran]) ความว่า



003.102 يَا أَيُّهَا الَّذِينَ آمَنُوا اتَّقُوا اللَّهَ حَقَّ تُقَاتِهِ وَلا تَمُوتُنَّ إِلا وَأَنْتُمْ مُسْلِمُونَ

003.102 O ye who believe! Fear Allah as He should be feared, and die not except in a state of Islam.



[3.102] โอ้ผู้ศรัทธาทั้งหลาย! จงยำเกรงอัลลอฮ์อย่างแท้จริงเถิด และพวกเจ้าจงอย่าตาย เป็นอันขาด นอกจากในฐานะที่พวกเจ้าเป็นผู้นอบน้อมเท่านั้น



จะเห็นได้ว่า ผู้ศรัทธาในพระองค์เท่านั้น ที่มุ่งปฏิบัติตามคำสั่งใช้และคำสั่งห้ามของพระองค์ ขณะที่ผู้ไร้ศรัทธา ต่างปฏิเสธ แนวทาง คำสั่งสอน คำสั่งใช้และคำสั่งห้ามของพระองค์ ดังนั้น วิธีการและแนวปฏิบัติใดที่มาจากพระองค์ หรือตามแบบฉบับของท่านศาสดา เขาเหล่านั้นต่างไม่เชื่อถือ บางคนมีมุมมองและทัศนคติที่ไม่ดีต่อมุสลิมในการต่อต้านวิธีคิดและวิถีชีวิตมุสลิม บ้างก็มองว่าคนมุสลิมคือบุคคลที่มีความคิดสุดโต่ง “หัวรุนแรง” ไม่ฟังเหตุผล บางคนกลับมีมุมมองเพียงว่าจะบูรณาการวิธีคิดและวิถีชีวิตของเขาเข้ากับมุสลิมโดยมองในลักษณะ “ทางสายกลาง” ที่จะปรับวิธีปฏิบัติตนของคนทั้งสองให้มีมุมมองหรือวิธีคิดที่โอนอ่อนผ่อนตามกัน โดยต่างฝ่ายต่างมองกันเพียงว่าทั้งสองคน “รักกัน” ก็เพียงพอ ซึ่งแนวความคิดในลักษณะนี้ ขัดกับหลักการของอิสลามอย่างชัดเจน เพราะความคิดและการศรัทธาของบุคคลนั้น ตามแนวทางศาสนาอิสลามจะมีมุมมองในเรื่องของการศรัทธาอย่างแท้จริง จะมาก่อนปัจจัยอื่นๆ เพราะหากคนทั้งสองมีการศรัทธาน้อยหรือไม่มีความศรัทธา แล้ว ต่อให้มีปัจจัยอื่นๆ มาสนับสนุนการครองรักครองเรือนของเขา ชีวิตของเขาก็ต้องได้รับการทดสอบจากพระองค์ และการทดสอบอันยิ่งใหญ่จากพระองค์นั้น คือการทดสอบเกี่ยวกับตั้กวา (ความยำเกรง) ต่ออัลลอฮ์ (ซ.บ.) โดยมีมุมมองว่าเรานั้นยังยอมรับในคำสั่งใช้หรือคำสั่งห้ามของพระองค์หรือไม่ เพราะในคำสั่งจากพระองค์ที่มีมายังประชาชาติทั้งหลายนั้นล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งที่มีคุณค่าและพร้อมที่จะให้อภัยเสมอ ถ้าเรามีความรู้สึก มีความซาบซึ้ง และมีความยำเกรงต่อการลงโทษจากพระองค์ ดังนั้น แนวทางในการเลือกคู่ครองของมุสลิมทั้งฝ่าย จึงเป็นปราการด่านแรกในการทดสอบอิหม่านในจิตใจของมนุษย์ เป็นการทดสอบที่มีมุมมองสะท้อนให้เห็นถึงการมีศรัทธาและเสริมสร้างความแข็งแกร่งของการศรัทธาต่อพระองค์ ได้มากน้อยเพียงใด



พี่น้องผู้ศรัทธาทั้งหลาย

การที่จะเลือกคู่ครอง นอกจากจะดูแนวทางการศรัทธาจากคนที่เราจะเลือกมาเป็นคู่ครอง มาทำหน้าที่สามีของเราหรือภรรยาของเรา นั้น ปัจจัยประการต่อมาเราจะคำนึงถึงสิ่งใดตามมา ซึ่งในหลายๆ สังคม จะเน้นปัจจัยที่หลากหลาย เช่น ชื่อเสียง วงศ์ตระกูล ความมีเกียรติในสังคม ทรัพย์สินเงินทอง ฐานะทางเศรษฐกิจ ความรู้ความสามารถ หน้าที่การงาน และความมีศาสนาของเขา นั้น แนวทางที่ท่านศาสดามูฮัมมัด (ซ.ล.) ได้ให้แนวทางไว้เกี่ยวกับการเลือกคู่ครองโดยเฉพาะการเลือกหญิงมาเป็นคู่ครองว่า หญิงจะถูกเลือกมาเป็นคู่ครองของชายนั้น ด้วย ทรัพย์สินของนาง คุณค่าและความดีของนาง รูปโฉมและความสวยของนาง และหลักการศรัทธาของนาง เช่นนี้ จะเห็นได้ว่า ชายมุสลิมที่จะเลือกหญิงใดมาเป็นภรรยา หรือหญิงมุสลิมจะเลือกหรือตอบรับชายใดให้มาทำหน้าที่สามีของนางนั้น เขาคนนั้น จะมีคุณสมบัติและความพึงพอใจต่อเขาหรือเธอ ซึ่งความพึงพอใจนี้ จะนำมาซึ่งความผาสุขในชีวิตสมรส ความสุขในการครองเรือน ความอบอุ่นของครอบครัวในการดูแลเอาใจใส่ต่อกุลบุตรกุลธิดา ซึ่งจะเกิดขึ้นภายหลัง

จะเห็นได้ว่า สิ่งที่ท่านศาสดาเน้นมากที่สุดในการเลือกคู่ครองก็คือ ความมีศาสนาของเขา เพราะแม้ว่า คนๆ นั้น ที่เราเลือกให้เขามาเป็นคู่ครอง มาเป็นกำลังสำคัญในครอบครัว ที่จะปกป้องดูแลเอาใจใส่ต่อกุลบุตร กุลธิดา และตัวเองนั้น เราต้องการสิ่งใดในตัวเขา แน่นอนเหลือเกินว่า ปัจจัยต่างๆ ที่จะมีมาจากการเลือกคู่ครองนั้น ล้วนแล้วเป็นปัจจัยที่ค่อยๆ ลดลง หรือหมดไปในที่สุด เช่น ทรัพย์สิน ถ้าเรารู้จักแต่เพียงการได้มาแล้วจ่ายไปในไม่ช้าก็จะหมดสิ้นลง ความมีเกียรติ ชื่อเสียงก็เช่นกัน คู่ครองที่ขาดความสมดุลในเรื่องนี้ ในที่สุดชีวิตสมรสก็จะสะดุดหยุดลงไป แต่สำหรับการที่เรามีความศรัทธาต่อพระองค์ รู้จักขอบคุณพระองค์ที่ทรงโปรดปราณต่อเราแล้ว ปัจจัยที่ยังขาดตกบกพร่องอยู่นั้น จะสามารถเข้าถึง และมีคุณค่ามากกว่ากลุ่มชนที่ได้รับในวันนี้ อย่างแน่นอน และจะเพิ่มพูนทวีผลงอกเงยมากขึ้นเรื่อยๆ อย่างไม่มีวันหมดไป คุณค่าของความมีศาสนาและรู้ยำเกรงต่อพระองค์ จะส่งเสริมให้ครอบครัวที่อยู่ในร่องรอยแห่งศาสนาของพระองค์ และมีมุมมองตลอดจนแนวความคิดต้อนรับกระแสความเปลี่ยนแปลงในโลกสมัยใหม่บนพื้นฐานความคิดที่ชัดเจนในกรอบแห่งอัลอิสลาม แน่นอน ครอบครัวดังกล่าวย่อมต่อสู้และเอาชนะอยู่รอดปลอดภัยท่ามกลางปัจจัยแวดล้อมที่เข้ามารุมเร้ารอบตัวเรา ครอบครัวของเรา อย่างทันท่วงทีและสามารถแก้ไขปัญหาต่างๆ บนแนวความคิดแห่งอัลอิสลาม แต่สำหรับครอบครัวยุคใหม่ที่มีมุมมองเชิงวัตถุหลงไปตามกระแสสังคมตะวันตกที่จะโหมกระหน่ำและกลืนกินวัฒนธรรมโลกให้เสื่อมคลายลงไป ครอบครัว ที่มีมุมมองตั้งอยู่บนพื้นฐานแห่งสังคมวัตถุ มองเพียงรูปร่างภายนอก หรือมองกันอย่างฟุ้งเฟื้อ ในที่สุด สภาพที่ขาดความยั้งคิดมองเป็นเพียงความต้องการในเชิงวัตถุ ครอบครัวที่มีลักษณะนี้ จึงเป็นครอบครัวที่จะออกห่างไกลแนวทางอิสลาม หรืออาจเรียกได้ว่า เป็น “มุสลิมกลายพันธ์” เพราะในครอบครัวดังกล่าว ขาดแนวทางและจิตวิญญาณ แห่งอิสลาม ความอบอุ่น สายใยรักของครอบครัวที่เกิดขึ้นตั้งอยู่บนพื้นฐานแห่งการแสวงหาความต้องการทางวัตถุ เมื่อสิ่งเหล่านี้เข้ามากระทบกับครอบครัว ผู้นำในครอบครัว ผู้ทำหน้าที่ปกครองของครอบครัว ไม่รู้จักปกป้องหรือป้องกันสิ่งเลวร้ายที่เข้ามาเยือนในครอบครัว ในที่สุดก็เปิดรับสิ่งเหล่านั้นโดยที่ไม่รู้ตัว เพราะครอบครัวแบบนี้ ลืมหรือมองข้ามแนวทางตามหลักการทางศาสนา จนดูเหมือนเปิดรับวัฒนธรรมต่างๆ โดยไม่มีการกลั่นกรอง เพราะบนพื้นฐานของตนเองมองทุกๆ สิ่งบนพื้นฐานของความต้องการในเชิงวัตถุ

ดังนั้น เราจึงพึงสำนึกว่า ในวันแห่งการตัดสินของพระองค์ ผลงานที่เราจะนำไปประกวดประชัน หรือเป็นผลงานที่เราได้กระทำในขณะที่เรายังมีชีวิตอยู่ในวันนี้นั้น เราต้องการสิ่งใดเป็นผลตอบแทน วันนี้เราตั้งมั่นอยู่บนพื้นฐานแนวความคิดอย่างไร และเรายำเกรงต่อพระองค์มากน้อยเพียงใด ดังนั้น หลักประกันอันหนึ่งที่เราจะตรวจสอบตนเองเพื่อรอรับการทดสอบจากพระองค์ในการสร้างครอบครัวใหม่ของเรา ทั้งฝ่ายชายและฝ่ายหญิง นั้น เรายึดมั่นในการเลือกคู่ครองโดยใช้ปัจจัยใดเป็นเป็นตัวกำหนดในการตัดสินใจ และเราตัดสินอย่างนั้น อยู่ในกรอบแนวทางแห่งอิสลาม หรือเป็นเพียงความรู้สึกพึงพอใจกับสิ่งที่เป็นวัตถุเพียงเท่านั้นหรือ



พี่น้องผู้ศรัทธาทั้งหลาย

แนวทางตามคำสอนของอิสลาม จะเน้นถึงความต่อเนื่องในการสร้างประชาชาติมุสลิมจำนวนมากในวันแห่งการตัดสินของพระองค์อัลลออฮ์ ซึ่งมนุษย์จะถูกล่อลวงจากบรรดาชัยตอนมารร้ายให้ออกห่างจากความศรัทธา การรับรู้ถึงแนวทางในการปฏิบัติในสิ่งที่พระองค์ทรงใช้และทรงห้ามมิให้กระทำ ซึ่งจากคำท้าทายของญิบรีส เมื่อครั้งมนุษย์คู่แรกที่พระองค์อัลลอฮ์ทรงสร้างขึ้น เพื่อที่จะให้มนุษย์นั้นศรัทธาและมุ่งมั่นต่อการกระทำอามั้ลอิบาดัรต่อพระองค์ ถูกญิบรีส มารร้ายเข้ามาล่อลวงเพื่อที่จะมนุษย์นั้นจะออกห่างจากแนวทางของพระองค์ ไปกระทำตามแนวทางที่ญิบลีสแนะนำ จนในที่สุด ญิบลีสมีจุดมุ่งหมายและเป้าหมายของการต่อต้านคำสั่งใช้และห้ามของพระองค์เพื่อที่มันจะได้ล่อลวงลูกหลานของอาดัมและฮาวาให้เหหันออกจากเป้าหมายและแนวทางที่พระองค์ทรงใช้และทรงห้าม หันไปประพฤติปฏิบัติตามอำเภอใจของตนเอง ซึ่งการล่อลวงของญิบลีส ชัยตอนมารร้ายนี้ ต้องการล่อลวงประชาชาติทั้งหลายให้ออกห่างไกลจากความเป็นมุสลิม ให้มากที่สุดมากกว่าประชาชาติที่ประพฤติตนตามกรอบและแนวทางที่พระองค์ทรงใช้และทรงห้าม ซึ่งผลดังกล่าวย่อมเป็นที่ประจักษ์ต่อสายตาทุกๆ คู่ ในวันแห่งการตัดสิน



ดังนั้น จึงถือเป็นหน้าที่สำคัญของประชาชาติมุสลิม ในการเริ่มต้นที่ดีที่จะสร้างครอบครัวใหม่ เป็นครอบครัวที่จะแยกย่อยมาจากครอบครัวใหญ่ของทั้งฝ่ายชายและฝ่ายหญิง จากพื้นฐานที่มีความแตกต่างกัน มาอยู่ร่วมกันโดยมีเป้าหมายเดียวกัน ดังนั้น เราจึงต้องทำหน้าที่ของตนเองให้ดีที่สุด เพื่อการรองรับพระบัญชาจากพระองค์ และแบบอย่างอันดียิ่งของท่านศาสดามุฮัมมัด (ซ.ล.) ที่ได้ทรงวางแนวทางในการสร้างครอบครัว การเลี้ยงดูอบรมขัดเกลาบุตรธิดาที่จะเกิดขึ้นมาจากการสร้างสัมพันธ์จากการเลือกและครองคู่กับคนที่เราได้เลือกเขาไว้แล้ว เพื่อการทำหน้าที่ในการสร้างประชาชาติมุสลิมรุ่นใหม่ต่อไป



ดังนั้น จึงเป็นหน้าที่ของทุกๆ คน ที่จะเริ่มต้นชีวิตครอบครัว การเลือกคู่ครอง การคบหาระหว่างกัน จึงต้องคำนึงถึงคุณค่าในความเป็นศาสนิกที่ดี ซึ่งหลักกฎเกณฑ์ในการเลือกคู่ครอง การเลือกคนที่จะมาทำหน้าที่สำคัญคนนี้ พระองค์อัลลอฮ์ได้วางแนวทางและท่านศาสดาก็ได้กระทำไว้เป็นแบบฉบับที่ดีงามไว้แล้ว ซึ่งแบบฉบับดังกล่าว จะเป็นวิธีการที่จะนำมาซึ่งความผาสุขในชีวิตครอบครัว ความอบอุ่นในสายใยรักของคนในครอบครัว ที่มีจุดมุ่งหมายและเป้าหมายเดียวกัน



การเลือกคู่ครองในทัศนะของอิสลาม จึงมิได้เลือกเพียงเพื่อจะเป็นการแสวงหาและได้มาซึ่งความสุข ความรื่นรมย์ทางเพศ แต่เพียงอย่างเดียวเท่านั้น หากแต่ว่าการเลือกดังกล่าว จึงเป็นการเลือกที่จะมองกันอย่างยาวนาน มองกันอย่างรอบด้าน หาใช่เพียงสนองความต้องการแต่เพียงทางอารมณ์เท่านั้น เพราะหากเราแสวงหาแต่เพียงการสนองตอบในทางอารมณ์ ความพึงพอใจของคนสองคนเพียงอย่างเดียว สิ่งเหล่านี้ จึงเป็นสิ่งที่ไม่จีรังยั่งยืน เพราะเมื่อแต่ละฝ่ายเบื่อหน่ายซึ่งกันและกัน มองในจุดที่บกพร่องของกันและกัน ไม่ว่าจะเป็น ในเรื่องของความสวยงามหรือรูปร่างของอีกฝ่ายหนึ่งที่จะเปลี่ยนไปตามกาลเวลา หรือทรัพย์สินเงินทองที่ร่อยหรอ เพราะการใช้สอยที่นับวันจะค่อยๆ หมดลงไปเรื่อยๆ แต่คุณค่าและความดี หรือหลักการศรัทธาที่ยึดมั่นในหลักเกณฑ์ทางศาสนา จะเป็นสิ่งที่จะทำให้ได้มาและเพิ่มมากขึ้นในทุกๆ สิ่งที่เราต้องการ ทั้งทรัพย์สิน เงินทอง เกียรติยศต่างๆ เพราะในความศรัทธาที่ทั้งสองฝ่ายมีอยู่ นั้น จะเป็นพลังที่จะให้ได้ในทุกๆ สิ่งที่ทั้งสองฝ่ายขาดแคลนอยู่ พลังและความยึดมั่นในศรัทธา จึงเป็นปฐมบทของการเสริมสร้างความปรารถนาดีที่มีต่อกันของการครองคู่



ความแตกต่างระหว่างกันในการดำเนินชีวิตครอบครัว อันได้แก่ ความแตกต่างทางความคิด มุมมอง วิธีคิด และวิถีชีวิตของแต่ละฝ่าย ซึ่งสิ่งต่างๆ เหล่านี้ เป็นผลสืบเนื่องมาจากพื้นฐานจากการอบรมเลี้ยงดูอันเนื่องมาจากครอบครัวเดิมของแต่ละฝ่าย กล่อมเกลามาเป็นนิสัยพื้นฐานของแต่ละฝ่าย จนเป็นความแตกต่างที่แต่ละฝ่ายจะค่อยๆ ปรับปรุงตนเองให้เข้ากันได้ หรือลดช่องว่างอันเนื่องมาจากปัญหาแห่งปัจจัยต่างๆ เหล่านั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่ทั้งสองฝ่ายจะทำความเข้าใจร่วมกัน ในการลดปัญหาต่างๆ เหล่านี้ ให้เหลือน้อยที่สุด เพื่อการดำเนินชีวิตครอบครัวให้มีแต่รอยยิ้ม ความอบอุ่น เต็มไปด้วยสายใยแห่งรัก เป็นสายใยแห่งความอบอุ่น ซึ่งสะท้อนให้เห็นจากการอบรมเลี้ยงดูบุตรหลานของเราที่จะกำเนิดในเวลาต่อมา การดูแลเอาใจใส่ต่อภรรยาและบุตร และการดูแลปรนนิบัติสามีและเลี้ยงดูอบรมบุตรของเขาทั้งสอง ให้มีกลิ่นไอแห่งอิสลาม ยึดตามแบบฉบับอันดีงามของท่านศาสดาในการดูแลเอาใจใส่สามี ภรรยา และบุตร ซึ่งนั่นคือปัจจัยแห่งความสำเร็จของการดำเนินชีวิตในแบบฉบับอิสลามซึ่งเป็นแบบฉบับที่พระองค์อัลลอฮ์ทรงรับรองและเตรียมความพร้อมในวันกิยามัตไว้ให้แล้วด้วยความรื่นรมย์



พี่น้องผู้ศรัทธาทั้งหลาย

งานวะลีย์มะห์ ครั้งนี้ เป็นงานที่พระองค์อัลลอฮ์ ทรงให้เกียรติทั้งฝ่ายชายและฝ่ายหญิง เป็นความเมตตาของพระองค์ ที่ทรงฮิกมะห์ คู่ครองที่ดีให้กับคนทั้งสอง ท่ามกลางกระแสโลกาภิวัตน์ และวัฒนธรรมแปลกปลอมที่กำลังทำลายอิสลามของเราอยู่ในขณะนี้ แต่คู่นิกาห์ คู่นี้ ซึ่งเป็นมุสลิมดั้งเดิมทั้งคู่ สามารถเลือกที่จะครองคู่กัน เพราะเล็งเห็นถึงจุดมุ่งหมายปลายทางตามที่พระองค์ทรงประสงค์ ซึ่งหาได้ยากมากในสังคมปัจจุบัน เพราะกระแสสังคมปัจจุบันจะมีมุมมองเกี่ยวกับความรักว่า “รักไม่มีพรมแดน รักไม่มีศาสนา” เป็นผลให้เกิดทัศนคติในการครองคู่ของคนโดยทั่วไปว่า จะไม่สนใจถึงแนวทางปฏิบัติที่สนองตอบพระบัญชาขององค์อัลลอฮ์ (ซ.บ.) สักเท่าใดนัก จะเห็นได้ตามสื่อสารมวลชนทุกๆ แขนงต่างประโคมข่าวกันอย่างกว้างขวางในแนวทางของการแต่งงานที่ผิดประเภทหรือผิดวัตถุประสงค์ในการสร้างประชากรโลกที่อยู่ในกรอบแห่งศาสนา แต่ปรากฏว่า ความไม่เป็นระเบียบอย่างนี้ เกิดขึ้นมากมายทุกหัวระแหง มีการครองคู่ระหว่างเพศเดียวกันสามารถขอใบสมรสได้ ซึ่งเป็นหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับสถานภาพบุคคล ซึ่งแปลกกว่าความเป็นจริงตามการสร้างของพระองค์

พี่น้องผู้ศรัทธาทั้งหลาย

กำหนดเวลา หลักเกณฑ์ที่จะกำเนิดชีวิตมนุษย์นั้น เป็นไปตามพระประสงค์ของพระองค์ เป็นความประสงค์ที่จะให้มนุษย์ได้เกิดมาเพื่อทำการประกอบอามั้ลอิบาดัรด้วยความยำเกรงต่อพระองค์ สนองคำสั่งใช้และห้ามของพระองค์ จึงขอฝากอายะห์อัลกุรอ่านต่อไปนี้ เพื่อให้ท่านทั้งหลายได้ไตร่ตรองให้เห็น ความสำคัญของการครองคู่ ความสำคัญของการกำเนิดและความสำคัญในการอยู่ร่วมครองคู่สามีภรรยา เป็นครอบครัวที่อบอุ่นตามแบบฉบับอัลอิสลาม จาก Al-Qur'an, 002.222-223 (Al-Baqara [The Cow]) ความว่า



002.222 وَيَسْأَلُونَكَ عَنِ الْمَحِيضِ قُلْ هُوَ أَذًى فَاعْتَزِلُوا النِّسَاءَ فِي الْمَحِيضِ وَلا تَقْرَبُوهُنَّ حَتَّى يَطْهُرْنَ فَإِذَا تَطَهَّرْنَ فَأْتُوهُنَّ مِنْ حَيْثُ أَمَرَكُمُ اللَّهُ إِنَّ اللَّهَ يُحِبُّ التَّوَّابِينَ وَيُحِبُّ الْمُتَطَهِّرِينَ

002.222 They ask thee concerning women's courses. Say: They are a hurt and a pollution: So keep away from women in their courses, and do not approach them until they are clean. But when they have purified themselves, ye may approach them in any manner, time, or place ordained for you by Allah. For Allah loves those who turn to Him constantly and He loves those who keep themselves pure and clean.

[2.222] และพวกเขาจะถามเจ้าเกี่ยวกับประจำเดือน จงกล่าวเถิดว่า มันเป็นสิ่งให้โทษ ดังนั้นพวกเจ้า จงห่างไกลหญิง ในขณะมีประจำเดือน และจงอย่าเข้าใกล้นาง จนกว่านางจะสะอาด ครั้นเมื่อนาง ได้ชำระร่างกายสะอาดแล้ว ก็จงมาหานาง ตามที่อัลลอฮ์ทรงใช้พวกท่าน แท้จริงอัลลอฮ์ ทรงชอบบรรดาผู้สำนึกผิด กลับเนื้อกลับตัว และทรงชอบ บรรดาผู้ที่ทำตนให้สะอาด



002.223 نِسَاؤُكُمْ حَرْثٌ لَكُمْ فَأْتُوا حَرْثَكُمْ أَنَّى شِئْتُمْ وَقَدِّمُوا لأنْفُسِكُمْ وَاتَّقُوا اللَّهَ وَاعْلَمُوا أَنَّكُمْ مُلاقُوهُ وَبَشِّرِ الْمُؤْمِنِينَ

002.223 Your wives are as a tilth unto you; so approach your tilth when or how ye will; but do some good act for your souls beforehand; and fear Allah. And know that ye are to meet Him (in the Hereafter), and give (these) good tidings to those who believe.



[2.223] บรรดาหญิงของพวกเจ้านั้น คือแหล่งเพาะปลูกของพวกเจ้า ดังนั้นพวกเจ้า จงมายังแหล่งเพาะปลูกของพวกเจ้า ตามแต่พวกเจ้าประสงค์ และจงประกอบล่วงหน้า ไว้สำหรับตัวของพวกเจ้า และพึงยำเกรงอัลลอฮ์เถิด และพึงรู้ด้วยว่า แท้จริง พวกเจ้านั้น จะเป็นผู้พบกับพระองค์ และเจ้า จงแจ้งข่าวดี แก่บรรดาผู้ศรัทธาทั้งหลายเถิด



ซึ่งแน่นอนที่สุดมนุษย์ทุกๆ คน ต่างต้องยอมจำนนต่อพระบัญชาของพระองค์ เพราะอำนาจของพระองค์ อยู่เหนือทุกๆ สิ่งในสากลโลกอย่างนั่นเอง ขอให้เราทุกคนจงยำเกรงต่อพระองค์ให้มากที่สุด และร่วมกันขอดุอาร์และแสดงความยินดีต่อคู่นิกาห์คู่นี้ ขอพระองค์อัลลอฮ์ทรงประทานริสกี ความสำเร็จ และขอให้ทั้งคู่ ครองรักครองเรือนร่วมกัน เป็นครอบครัวที่อบอุ่น อยู่ในแนวทางของพระองค์ นับจากนี้ ตลอดไป และขอทิ้งท้ายด้วยโองการ จาก Al-Qur'an, 022.006 (Al-Hajj [The Pilgrimage]) ความว่า



022.006 ذَلِكَ بِأَنَّ اللَّهَ هُوَ الْحَقُّ وَأَنَّهُ يُحْيِي الْمَوْتَى وَأَنَّهُ عَلَى كُلِّ شَيْءٍ قَدِيرٌ

022.006 This is so, because Allah is the Reality: it is He Who gives life to the dead, and it is He Who has power over all things.

[22.6] นั่นก็เพราะว่า แท้จริงอัลลอฮ์นั้นพระองค์คือผู้ทรงสัจจะ และแท้จริงพระองค์ทรงให้ผู้ตายมีชีวิตขึ้น และแท้จริงพระองค์ทรงเดชานุภาพเหนือทุกสิ่ง



إِنَّ اللَّهَ وَمَلائِكَتَهُ يُصَلُّونَ عَلَى النَّبِيِّ يَا أَيُّهَا الَّذِينَ آمَنُوا صَلُّوا عَلَيْهِ وَسَلِّمُوا تَسْلِيمًا

رَبَّنَا آتِنَا فِي الدُّنْيَا حَسَنَةً وَفِي الآخِرَةِ حَسَنَةً وَقِنَا عَذَابَ النَّارِ

إِنَّ اللَّهَ يَأْمُرُ بِالْعَدْلِ وَالإحْسَانِ وَإِيتَاءِ ذِي الْقُرْبَى وَيَنْهَى عَنِ الْفَحْشَاءِ وَالْمُنْكَرِ وَالْبَغْيِ يَعِظُكُمْ لَعَلَّكُمْ تَذَكَّرُونَ

سُبْحَانَ رَبِّكَ رَبِّ الْعِزَّةِ عَمَّا يَصِفُونَ

وَسَلامٌ عَلَى الْمُرْسَلِينَ

وَالْحَمْدُ لِلَّهِ رَبِّ الْعَالَمِينَ

วัสสลาม

มูฮำหมัด สันประเสริฐ

20 ร่อญับ 1434 (แก้ไขล่าสุด)



อ้างอิง

อัลกุรอ่านฉบับภาษาไทย สมาคมนักเรียนเก่าอาหรับ ดำเนินการจัดพิมพ์โดยกระทรวงกิจการฮัจย์ แห่งราชอาณาจักรซาอุดิอาเบีย , www.DivineIslam.com Text Copied from DivineIslam's Qur'an Viewer software v2.913

อัลฮาดีซ : Hadith of The Day V 1.0 Freeware by FaridAnasri avater@muslimonline.com www.beconvinced.com

วันพฤหัสบดีที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2555

แม้ว่าอากาศแปรปรวนก็ขอจงมีจิตใจที่หนักแน่น

มิมบัรออนไลน์


คุตบะห์วันศุกร์ 30 มุฮัรรอม 1434 (วันศุกร์ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2555)

แม้ว่าอากาศแปรปรวนก็ขอจงมีจิตใจที่หนักแน่น



الْحَمْدُ لِلَّهِ رَبِّ الْعَالَمِينَ

أَوْ كَصَيِّبٍ مِنَ السَّمَاءِ فِيهِ ظُلُمَاتٌ وَرَعْدٌ وَبَرْقٌ يَجْعَلُونَ أَصَابِعَهُمْ فِي آذَانِهِمْ مِنَ الصَّوَاعِقِ حَذَرَ الْمَوْتِ وَاللَّهُ مُحِيطٌ بِالْكَافِرِينَ

يَكَادُ الْبَرْقُ يَخْطَفُ أَبْصَارَهُمْ كُلَّمَا أَضَاءَ لَهُمْ مَشَوْا فِيهِ وَإِذَا أَظْلَمَ عَلَيْهِمْ قَامُوا وَلَوْ شَاءَ اللَّهُ لَذَهَبَ بِسَمْعِهِمْ وَأَبْصَارِهِمْ إِنَّ اللَّهَ عَلَى كُلِّ شَيْءٍ قَدِيرٌ

يَا أَيُّهَا النَّاسُ اعْبُدُوا رَبَّكُمُ الَّذِي خَلَقَكُمْ وَالَّذِينَ مِنْ قَبْلِكُمْ لَعَلَّكُمْ تَتَّقُونَ



ท่านพี่น้องผู้ศรัทธาทั้งหลาย

จงแสดงออกถึงความยำเกรงต่อพระองค์ให้มากที่สุด จงตระหนักและระวังตนเองหากมีเหตุการณ์ใดๆ ที่อาจส่งผลให้จิตใจของเราอ่อนไหว สั่นคลอน และโน้มตนเองไปสู่หนทางแห่งการเอนเอียงทางด้านการศรัทธา เพราะนั่นคือสิ่งที่บั่นทอนและทำให้เราออกห่างไกลจากแนวทางอันเที่ยงตรงและใกล้ชิดกับพระองค์

หากเราพิจารณาสภาพดินฟ้าอากาศที่แปรปรวนอยู่ในขณะนี้ เป็นเหตุการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน เป็นเหตุการณ์ที่หลายๆ สำนักต่างวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นอาเพศและเป็นสิ่งบอกเหตุถึงความเลวร้าย การถูกทำลายจากภัยธรรมชาติ หรือหากมองถึงความเห็นของชนกลุ่มหนึ่งกลับมองว่า เหตุการณ์ดังกล่าวจะสะท้อนและบ่งบอกถึงภัยพิบัติครั้งยิ่งใหญ่ ในวันที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2555 (12122012) แต่ในแนวทางคำสอนของอิสลามที่ท่านศาสดามูฮำมัด (ซ.ล.) ได้รับวะยูฮ์จากพระองค์อัลลอฮ์ (ซ.บ.) แล้ว เหตุการณ์ในวันกิยามัตจะเกิดขึ้น จะมีสัญญาณทั้งสัญญาณใหญ่และสัญญาณเล็ก ปรากฏขึ้น เป็นสัญญาณเตือนภัยที่เกิดขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่า จนถึงเหตุการณ์ครั้งสุดท้ายที่จะอุบัติขึ้น แต่สิ่งหนึ่งที่ท่านศาสดาไม่ได้ระบุไว้ คือ กำหนดเวลาที่จะเกิดขึ้นอย่างแน่นอนว่าจะเกิดเหตุการณ์นั้นๆ เมื่อใด แต่สิ่งที่แน่นอน คือ เหตุการณ์ในวันกิยามัตนั้น จะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน

ท่านทั้งหลาย

มนุษย์ มีความเคลื่อนไหวปอย่างไม่หยุดยั้ง ทั้งความคิด จิตใจ การกระทำ ที่แสดงออกมาทั้งทางกาย วาจา และจิตใจ รวมถึงการแสดงออกทางพฤติกรรม จะเห็นว่า ผลประโยชน์ของมนุษย์ คือตัวกำหนดที่สำคัญในการแสดงออก หากเมื่อใดที่มนุษย์ได้รับผลประโยชน์มากที่สุด แน่นอนว่าพฤติกรรมที่แสดงออกจะสะท้อนให้เห็นถึงสิ่งที่อยู่ในจิตใจของเขา การกระทำของเขา ซึ่งเขาจะอ่อนโยนหรือแข็งกระด้างต่อผู้หนึ่งผู้ใด และเขาจะให้หรือจะยอมฟังผู้อื่นหรือไม่ ก็ด้วยจิตใจของเขาในขณะนั้น แต่เมื่อใดที่เขาได้รับประโยชน์นั้นในปริมาณที่ลดน้อยลง หรือไม่ไดรับผลประโยชน์ใดๆ ความไม่เพียงพอในจิตใจของเขา ก็จะแสดงออกถึง ความกริ้วโกรธ ความไม่พึงพอใจในสิ่งต่างๆ การเป็นปฏิปักษ์ต่อผู้อื่นที่ได้รับผลประโยชน์นั้นๆ โดยที่เขาไม่ย้อนกลับมาพิจารณาตนเองเลยว่า เขาควรแสดงออกอย่างไร เมื่อได้รับหรือไม่ได้รับผลประโยชน์ต่างๆ เหล่านั้น และเขาได้แสดงออกถึงความยำเกรงต่อพระผู้อภิบาลแห่งสากลโลกแล้วหรือยัง การแสดงออกถึงความยำเกรงอย่างยิ่งนั้น คือ บทบาทของผู้ที่น้อมรับและเกรงกลัวต่อความยิ่งใหญ่ของพระองค์ เป็นความเกรงกลัวที่สะท้อนให้เห็นถึงการมอบหมายชีวิต การมอบหมายอิบาดัร และการมอบหมายในทรัพย์สินและปัจจัยยังชีพต่างๆ ที่พระองค์ทรงตอบรับและจัดสรรด้วยความเมตตากรุณาปราณีต่อเขาเหล่านั้น หาใช่ว่ามวลมนุษย์ พึงแสดงออกถึงความขอบคุณเมื่อได้รับประโยชน์ หากแต่รู้สึกเฉยๆ เมื่อไม่ได้รับ หรือได้รับน้อยลง แน่นอนว่าทุกๆ ริสกีของพระองค์ นั้น คือการทดสอบ ไม่ว่าจะเป็นการทดสอบอันน้อยนิดหรือเป็นการทดสอบที่ยิ่งใหญ่ ก็ตาม สิ่งต่างๆ เหล่านี้เราพึงตระหนักให้มากยิ่ง

ท่านทั้งหลาย

ยามใดที่อากาศแปรปรวน หรือเกิดความเปลี่ยนแปลงใดๆ เกิดขึ้นก็ตาม แนวทางของท่านศาสดาที่แสดงออกต่อเรื่องราวต่างๆ นั้น คือการนิ่งเฉย อดทนต่อปรากฏการณ์ต่างๆ พร้อมทั้งแสดงออกถึงความอดทนในเรื่องราวนั้นๆ เพราะนั่นคือการทดสอบจากพระองค์ เพื่อเตือนตนเองว่า สิ่งที่บกพร่อง สิ่งที่ยังขาดหรือมองข้ามไปนั้น เราคิดทบทวนบ้างหรือไม่ หาแนวทางแก้ไข ด้วยความยำกรงในสิ่งที่เกิดขึ้น ไม่แสดงออกถึงความท้าทาย ความเห็นที่ปราศจากแนวทางอันเที่ยงตรง เพราะทุกๆ ภัยพิบัติ (บาลา) นั้น มีริสกีแฝงเร้นไว้ การทดสอบจากพระองค์ จะมีรางวัลอันยิ่งใหญ่อยู่เสมอ ขอเพียงเราทั้งหลาย อย่าได้บิดพลิ้ว หรือแสดงออกเฉกเช่นเดียวกับชนผู้ปฏิเสธต่อหลักการของพระองค์ ขอให้พิจารณาโองการ 3 โองการจากพระมหาคัมภีร์อัลกุรอ่าน Al-Qur'an, 002.019-021 (Al-Baqara [The Cow]) ความว่า

002.019 أَوْ كَصَيِّبٍ مِنَ السَّمَاءِ فِيهِ ظُلُمَاتٌ وَرَعْدٌ وَبَرْقٌ يَجْعَلُونَ أَصَابِعَهُمْ فِي آذَانِهِمْ مِنَ الصَّوَاعِقِ حَذَرَ الْمَوْتِ وَاللَّهُ مُحِيطٌ بِالْكَافِرِينَ

002.019 Or (another similitude) is that of a rain-laden cloud from the sky: In it are zones of darkness, and thunder and lightning: They press their fingers in their ears to keep out the stunning thunder-clap, the while they are in terror of death. But Allah is ever round the rejecters of Faith!

19. หรือดังฝนที่หลั่งลงมาจากฟากฟ้า โดยที่ในฝนนั้นมีทั้งบรรดาความมืด ฟ้าคำรน และฟ้าแลบ พวกเขาจึงเอานิ้วมือของพวกเขาอุดหูไว้ เนื่องจากฟ้าผ่า ทั้งนี้เพราะกลัวความตาย (ตามธรรมดาสำหรับผู้มีปัญญานั้น เมื่อกลัวฟ้าผ่า ก็จะต้องหลีกเลี่ยงให้ห่างไกลจากสิ่งที่เป็นสื่อไฟฟ้าเสีย จึงจะได้รับความปลอดภัย ไม่ใช่เอานิ้วมืออุดหู เพื่อไม่ให้ได้ยินเสียฟ้าผ่า แล้วฟ้าก็จะไม่ผ่า อันเป็นการกระทำของผู้ที่ขาดปัญญา ในทำนองเดียวกัน พวกมุนาฟิกที่พยายามหลีกเลี่ยงไม่ยอมฟัง อัล-กรุอาน และคำแนะนำของท่านนะบีนั้น ก็ใช่ว่าจะพ้นการลงโทษของอัลลอฮฺได้ เพียงแต่แก้ตัวว่าไม่เคยได้ยินโองการของอัลลอฮฺและคำแนะนำของท่านนะบีเท่านั้น)และอัลลอฮฺนั้นทรงล้อม(เป็นการแจ้งให้ทราบว่าพวกเขาไม่สามารถจะหนีให้พ้นไปได้ เพราะประหนึ่งพวกเขาถูกล้อมไว้แล้ว) พวกปฏิเสธการศรัทธาเหล่านั้นไว้แล้ว

002.020 يَكَادُ الْبَرْقُ يَخْطَفُ أَبْصَارَهُمْ كُلَّمَا أَضَاءَ لَهُمْ مَشَوْا فِيهِ وَإِذَا أَظْلَمَ عَلَيْهِمْ قَامُوا وَلَوْ شَاءَ اللَّهُ لَذَهَبَ بِسَمْعِهِمْ وَأَبْصَارِهِمْ إِنَّ اللَّهَ عَلَى كُلِّ شَيْءٍ قَدِيرٌ

002.020 The lightning all but snatches away their sight; every time the light (Helps) them, they walk therein, and when the darkness grows on them, they stand still. And if Allah willed, He could take away their faculty of hearing and seeing; for Allah hath power over all things.

20. สายฟ้าแลบแทบจะเฉี่ยวสายตาของพวกเขาไป (อัลลอฮฺทรงเปรียบเทียบว่า ความชัดเจของอัล-กรุอานนั้นให้ความเจิดจ้าประดุจสายฟ้าแลบที่แทบจะเฉี่ยวสายตาของพวกเขาไป) คราใดที่มันให้แสงสว่างแก่พวกเขา พวกเขาก็เดินไปในแสงสว่างนั้น(ทรงเทียบว่า เมื่ออัล-กรุอานได้ให้ความเข้าใจแก่พวกเขา ในสิ่งที่พวกเขายังมืดมนอยู่ (อันเปรียบเสมือนแสงฟ้าแลบที่ให้ความสว่างแก่พวกเขา) พวกเขาก็ปฏิบัติตาม (อันเปรียบเสมือนพวกที่ยืนอยู่กับที่) และเมื่อมันมืดลงแก่พวกเขา พวกเขาก็หยุดยืน แลหากอัลลอฮฺทรงประสงค์แล้ว (ถ้าอัลลอฮฺทรงประสงค์จะลงโทษพวกเขา พระองค์ก็ทรงให้ตาของพวกเขาบอดไปแล้ว เพราะมีตาก็เหมือนไม่มี เนื่องจากไม่ก่อให้เกิดประโยชน์แก่ตนเองแต่อย่างใด) แท่นอนก็ทรงนำเอาหูและตาของพวกเขาไปแล้ว แท้จริงอัลลอฮฺนั้นทรงอานุภาพเหนือทุกสิ่งทุกอย่าง

002.021 يَا أَيُّهَا النَّاسُ اعْبُدُوا رَبَّكُمُ الَّذِي خَلَقَكُمْ وَالَّذِينَ مِنْ قَبْلِكُمْ لَعَلَّكُمْ تَتَّقُونَ

002.021 O ye people! Adore your Guardian-Lord, who created you and those who came before you, that ye may have the chance to learn righteousness;

21. มนุษย์เอ๋ย! จงเคารพอิบาดะฮฺ (การให้เอกภาพแเด่อัลลอฮฺด้วยความนอบน้อมถ่อมตน และจงรักภักดีต่อประองค์) พระผู้เป็นเจ้าของพวกเจ้าที่ทรงบังเกิดพวกเจ้า และบรรดาผู้ที่มาก่อนพวกเจ้าเถิด เพื่อว่าพวกเจ้าจะทรงยำเกรง

ขอให้เราทั้งหลายพึงตระหนัก และปรับปรุงตนเองให้ได้ใกล้ชิดต่อพระองค์ และดูแลทุกๆ คนในปกครองให้อยู่ในแนวทางอันเที่ยงตรง ขอฝากอัลฮาดีส ความว่า

A man from among those who were before you was called to account. Nothing in the way of good was found for him except that he used to have dealings with people and, being well-to-do, he would order his servants to let off the man in straitened circumstances [from repaying his debt]. He (the Prophet p.b.u.h) said that Allah said: We are worthier than you of that (of being so generous). Let him off. Source : Hadith Qudsi 12

ทางที่ดีงามที่สุด คือหนทางที่เรานั้นประพฤติปฎิบัติตนในแบบฉบับของท่านศาสดาและแนวทางตามคำสอนของอัลกุรอ่าน อย่าได้ปล่อยจิตใจของเราออกห่างไกล แท้จริงนั้น เราควรจดจำวิธีปฏิบัติและการแสดงออกในหนทางที่ดีงามเฉกเช่นการปฏิบัติตนของท่านศาสดา (ซ.ล.)



إِنَّ اللَّهَ وَمَلائِكَتَهُ يُصَلُّونَ عَلَى النَّبِيِّ يَا أَيُّهَا الَّذِينَ آمَنُوا صَلُّوا عَلَيْهِ وَسَلِّمُوا تَسْلِيمًا

رَبَّنَا آتِنَا فِي الدُّنْيَا حَسَنَةً وَفِي الآخِرَةِ حَسَنَةً وَقِنَا عَذَابَ النَّارِ

إِنَّ اللَّهَ يَأْمُرُ بِالْعَدْلِ وَالإحْسَانِ وَإِيتَاءِ ذِي الْقُرْبَى وَيَنْهَى عَنِ الْفَحْشَاءِ وَالْمُنْكَرِ وَالْبَغْيِ يَعِظُكُمْ لَعَلَّكُمْ تَذَكَّرُونَ

سُبْحَانَ رَبِّكَ رَبِّ الْعِزَّةِ عَمَّا يَصِفُونَ

وَسَلامٌ عَلَى الْمُرْسَلِينَ

وَالْحَمْدُ لِلَّهِ رَبِّ الْعَالَمِينَ

ว่าบิ้ลลาฮิเตาฟีก วั้ลฮิดายะห์

วัสสลาม

มูฮำหมัด สันประเสริฐ

ทุกๆ ความดีงามและความประเสริฐ จากมิมบัรออนไลน์นี้

ข้าพเจ้า ขอต่อพระองค์อัลลอฮ์ (ซ.บ.) ทรงตอบรับดุอาร์ และขอให้คุณแม่ของผมได้มีส่วนร่วมในผลงานนี้ด้วย

และขอต่อพระองค์ทรงตอบรับดุอาร์และให้อภัยโทษต่อคุณแม่ของผม ด้วยเทอญ

อามีน



อ้างอิง

อัลกุรอ่านฉบับภาษาไทย สมาคมนักเรียนเก่าอาหรับ ดำเนินการจัดพิมพ์โดยกระทรวงกิจการฮัจย์ แห่งราชอาณาจักรซาอุดิอาเบีย http://www.alquran-thai.com/ShowSurah.asp , www.DivineIslam.com

อัลฮาดีซ : Hadith of The Day V 1.0 Freeware by FaridAnasri avater@muslimonline.com www.beconvinced.com

วันพฤหัสบดีที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2555

ธรรมนูญสูงสุดแห่งชีวิต

มิมบัรออนไลน์


คุตบะห์วันศุกร์ 23 มุฮัรรอม 1434 (วันศุกร์ที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2555)



ธรรมนูญสูงสุดแห่งชีวิต



الْحَمْدُ لِلَّهِ رَبِّ الْعَالَمِينَ

ท่านพี่น้องผู้ศรัทธาทั้งหลาย

ขอให้เราทั้งหลายจงยำเกรงต่อพระองค์ให้มาก เพราะความยำเกรงต่อพระองค์ คือ หัวใจสำคัญแห่งงการปฏิบัติศาสนกิจ ขอให้เราทั้งหลายอย่าได้บกพร่องต่อการปฏิบัติอามั้ลเพื่อพระองค์ และยอมจำนนศิโรราบต่อพระองค์เพื่อภาคผลที่สมบูรณ์ในศาสนกิจเพื่อพระองค์

ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา เราได้ผ่านพ้นการเฉลิมฉลองเนื่องในวันพ่อแห่งชาติ การเทิดทูนสถาบันสูงสุดของประเทศ และวันฉลองวันพระราชทานรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ขอให้เราลองย้อนตรวจสอบตนเองดูว่าช่วงเวลาที่ผ่านมานั้น เราได้แง่คิดเช่นไรบ้าง และแง่คิดดังกล่าวนั้นก่อให้เกิดแง่มุมต่อกิจวัตรที่สำคัญในแง่ของความเปลี่ยนแปลงตนเองมากน้อยเพียงใด เพราะช่วงเวลาดังกล่าวนั้น เป็นช่วงเปลี่ยนผ่านที่สะท้อนให้เรามองเห็นถึงการปฏิบัติศาสนกิจ จุดมุ่งหมายแห่งการกระทำ ภาคผลของอิบดัร และเป้าหมายแห่งศาสนกิจนั้นมุ่งตรงสู่พระองค์หรือเพียงเพื่อวัตถุประสงค์อื่นใดหรือไม่ ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมาเราได้รับทราบข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นเรื่องของผลประโยชน์ของคนส่วนใหญ่ซึ่งนักการเมืองใช้เป็นประเด็นที่จะจูงใจประชาชนโดยมองประโยชน์และความได้เปรียบของกลุ่มพวกแห่งตนที่จะชนะการเลือกตั้งเข้าสู่การใช้อำนาจรัฐ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกระบวนการเข้าสู่อำนาจของสมาชิกรัฐสภา นายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรี ความได้เปรียบของกลุ่มนักการเมืองต่อผลการเลือกตั้ง การแบ่งเขตเลือกตั้ง ซึ่งกระบวนการเหล่านี้ถูกกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นกฎหมายแม่บทสูงสุดในการปกครองประเทศ การแก้ไขในแต่ละครั้งทำได้ค่อนข้างยากมาก บางกลุ่มใช้เป็นประเด็นทางการเมืองต้องการแก้ไข แต่ในบางกลุ่มก็ไม่ต้องการแก้ไข และทุกครั้งที่มีความขัดแย้งทางการเมืองก็มักจะมีการแบ่งฝักแบ่งฝ่าย เป็นกลุ่มที่จะสนับสนุนหรือทำการต่อต้าน รวมทั้งใช้กำลังทหารเพื่อการปฏิวัติรัฐประหารเปลี่ยนแปลงกฎหมายสูงสุดนี้ตามความพึงพอใจของผู้ที่ได้อำนาจและต้องการรักษาอำนาจนั้นไว้ให้กับกลุ่มหรือคณะแห่งตนโดยการกล่าวอ้างเพียงเพื่อประโยชน์ประชาชน จะเห็นได้ว่า เมื่อเวลาเปลี่ยนไป อำนาจเปลี่ยนไป กฎหมายสูงสุดที่ใช้ในการปกครองประเทศ ก็สามารถปรับเปลี่ยนให้สอดคล้องกับการรักษาอำนาจรักษากฎกติกาเพียงเพื่อความหวงแหนอำนาจนั้นไว้ แต่ในแง่มุมแห่งกฎเกณฑ์ธรรมชาติ ไม่มีใครที่จะเปลี่ยนแปลงได้ แม้ว่าในปัจจุบันแพทย์สามารถแปลงเพศชายให้กลายเป็นหญิงได้ในทางการแปลงอวัยวะภายนอก แต่สรีระ โครงสร้าง ตลอดจนยีน ไม่สามารถแปลงได้ หรือแม้แต่กฎหมายที่เกี่ยวข้องแล้วในบางประเทศ มีการแก้ไขปรับปรุงให้กลุ่มข้ามเพศเหล่านี้สามารถแต่งงานกันได้ทางกฎหมายและสิทธิ์เหล่านี้ผูกพันกันทางทรัพย์สินต่างๆ ได้ รวมถึงการออกกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการทำแท้งเสรีเพียงเพื่อแก้ไขปัญหาการสำส่อนทางเพศอย่างเสรีโดยปราศจากความละอายต่อพระองค์ ทั้งๆ ที่การเข้าใกล้ซินา คือความโสมมและความเลวทรามแต่การแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าเหล่านี้ กลับมีมุมมองที่หละหลวมมองเพียงความอยู่รอดทางสังคม ความสบายใจของมนุษย์โดยมองข้ามคำสั่งใช้และคำสั่งห้ามของพระองค์ กระทบต่อกฎเกณฑ์และกำแพงแห่งศีลธรรมจรรยา

ท่านทั้งหลาย

อัลกุรอ่าน พระคัมภีร์แห่งพระองค์ที่ทรงประทานให้ท่านศาสดามูฮัมมัด (ซ.ล.) ในการประกาศคำสอนนี้แก่มวลประชาชาติทั้งหลาย อัลกุรอ่าน ได้กล่าวถึงความจริง และการท้าทายให้ผู้ที่สงสัยได้พิสูจน์ความจริงที่ได้กล่าวไว้ และผลแห่งการพิสูจน์เมื่อได้ประจักษ์แก่สายตาของคนทั้งหลายแล้ว แน่นอนว่าเขาเหล่านั้นย่อมจำนนต่อข้อพิสูจน์จากพระองค์ และพร้อมกลับสู่แนวทางอันเที่ยงตรง ขอให้พิจารณาโองการจากอัลกุรอ่าน Al-Qur'an, 002.079 (Al-Baqara [The Cow]) ความว่า

002.079 فَوَيْلٌ لِلَّذِينَ يَكْتُبُونَ الْكِتَابَ بِأَيْدِيهِمْ ثُمَّ يَقُولُونَ هَذَا مِنْ عِنْدِ اللَّهِ لِيَشْتَرُوا بِهِ ثَمَنًا قَلِيلا فَوَيْلٌ لَهُمْ مِمَّا كَتَبَتْ أَيْدِيهِمْ وَوَيْلٌ لَهُمْ مِمَّا يَكْسِبُونَ

002.079 Then woe to those who write the Book with their own hands, and then say:"This is from Allah," to traffic with it for miserable price!- Woe to them for what their hands do write, and for the gain they make thereby.

79. ดังนั้นความวิบัติจะได้แก่บรรดาผู้ที่เขียนคัมภีร์ขึ้นด้วยมือของตนเอง แล้วกล่าวว่า นี่แหละมาจากอัลลอฮ์ เพื่อพวกเขาจะได้นำมันไปแลกเปลี่ยนกับราคาอันเล็กน้อย (หมายถึง ข้อความที่เขาเขียนขั้นนั้น มีเจตนาที่จะสนับสนุนปฏิบัติการของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง เพื่อให้ได้มาซึ่งประโยชน์เป็นการตอบแทน) ดังนั้นความวิบัติจะได้แก่พวกเขา เนื่องจากสิ่งที่มือของพวกเขาได้เขียนขึ้นและความวิบัตินั้นจะได้แก่พวกเขา เนื่องจากสิ่งที่พวกเขาแสวงหาไว้

จะเห็นได้ว่า อัลกุรอ่าน หาใช่คัมภีร์ที่เหล่าบรรดาชนทั้งหลายจะเขียนขึ้นมาเอง และไม่มีนักประพันธ์คนใดที่จะมีความสามารถที่จะเรียงร้อยถ้อยคำอันไพเราะและมีความหมายที่กินใจ เป็นทั้งคำสั่งห้ามคำสั่งใช้ ประวัติศาสตร์ ข้อปฏิบัติ การสื่อสาร การเล่าความที่เกี่ยวเนื่องกันตลอดทั้งเล่ม การกล่าวถึงความน่าสะพรึงกลัวในการลงโทษของพระองค์ การกล่าวถึงความสุขในสรวงสวรรค์สำหรับผู้ที่พระองค์ทรงประสงค์ ดังนั้น การที่ท่านศาสดานำโองการจากพระองค์มาประกาศแก่ปวงชนนั้น หาใช่สิ่งที่ท่านสามารถกระทำได้เพราะท่านมิใช่เป็นนักประพันธ์ ท่านมิใช่นักประวัติศาสตร์ นักวิชาการ ท่านเป็นเพียงชายที่ไร้การศึกษา อ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ ดังนั้น ทุกๆ วจนารถที่ท่านนำมาประกาศ จึงเป็นพระประสงค์จากพระองค์ หาใช่ทรรศนะหรือการวินิจวิเคราะห์ของท่านศาสดา ดังโองการที่ได้หยิบยกมานี้ นั่นคือประจักษ์พยานที่สำคัญที่พระองค์ได้จำแนกไว้จากคัมภีร์ของพระองค์

ท่านทั้งหลาย

คัมภีร์ที่มีมาก่อนหน้าอัลกุรอ่าน ถูกทำลายด้วยการบิดเบือนรากฐานแห่งความศรัทธาต่อพระองค์ รากฐานของการปฏิบัติที่บิดพลิ้วไปจากแนวทางเพื่อพระองค์ตามจุดมุ่งหมายของผู้ที่ต้องการนั่นย่อมเป็นมูลเหตุพื้นฐานของการทำลาย การปรับปรุงแก้ไขหลักการของพระองค์นั้น มนุษย์ไม่สามารถกระทำได้ แม้ว่ามนุษย์จะประชุมร่วมกันเพื่อแก้ไขปรับปรุงก็ไม่สามารถกระทำได้เช่นกัน นอกจากพระองค์แล้วไม่มีผู้ใดที่จะมาปรับปรุงเปลี่ยนแปลงพระดำรัสของพระองค์ได้ ความสูงสุดของพระมหาคัมภีร์อัลกุรอ่าน คือ การที่ประชาชาติทั้งหลายมุ่งมั่นปฏิบัติตามนัยแห่งคำสั่งใช้และห้ามจากพระองค์ การที่มุสลิมนำพระดำรัสของพระองค์มาใช้ปฏิบัติ การท่องจำอัลกุรอ่าน การเรียนการสอนอัลกุรอ่าน และการนำเอาแนวทางของพระองค์มาใช้ในชีวิตประจำวัน ซึ่งหลักการของพระองค์เป็นหลักยึดเหนี่ยวสำคัญเป็นหลักปฏิบัติที่มุ่งเน้นย้ำให้ทุกๆ คนได้มุ่งตรงต่อพระองค์ และความสูงสุดแห่งโองการของพระองค์ คือ ไม่มีการปรับปรุงและเปลี่ยนแปลงเหมือนดังเช่นการออกกฎหมายของมนุษย์ที่จะปรับเปลี่ยนไปตามสภาวะและสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนไป หรือล้มเลิกแล้วเขียนขึ้นใหม่ทั้งฉบับหากผู้ที่มีอำนาจต้องการ เพราะนั่นเป็นการกระทำที่ละเมิดความเป็นนิติรัฐ ไม่ใช่การมุ่งตรงต่อความเป็นที่สุดของธรรมนูญสูงสุดที่ใช้ปกครองคน หากแต่เป็นการละเมิดอธิปไตยและอำนาจของปวงชน การใช้อำนาจรัฐที่ละเมิดขอบเขตเสรีภาพทางกฎหมายเพื่อประชาชน หาใช่การมุ่งมั่นเปลี่ยนแปลงกฎหมายเพื่อสนองตอบเสรีภาพของประชาชน แต่มุ่งเพียงตอบสนองผู้ใช้อำนาจรัฐเพียงเท่านั้น ซึ่งแตกต่างจากธรรมนุญสูงสุดของมวลมุสลิมของพระองค์ (อัลกุรอ่าน) ที่ไม่มีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงให้เข้ากับสภาพแวดล้อมทางสังคม วัฒนธรรม และสิ่งแวดล้อม เพราะความสมบูรณ์แห่งอัลกุรอ่านธรรมนูญสูงสุดแห่งชีวิต



إِنَّ اللَّهَ وَمَلائِكَتَهُ يُصَلُّونَ عَلَى النَّبِيِّ يَا أَيُّهَا الَّذِينَ آمَنُوا صَلُّوا عَلَيْهِ وَسَلِّمُوا تَسْلِيمًا

رَبَّنَا آتِنَا فِي الدُّنْيَا حَسَنَةً وَفِي الآخِرَةِ حَسَنَةً وَقِنَا عَذَابَ النَّارِ

إِنَّ اللَّهَ يَأْمُرُ بِالْعَدْلِ وَالإحْسَانِ وَإِيتَاءِ ذِي الْقُرْبَى وَيَنْهَى عَنِ الْفَحْشَاءِ وَالْمُنْكَرِ وَالْبَغْيِ يَعِظُكُمْ لَعَلَّكُمْ تَذَكَّرُونَ

سُبْحَانَ رَبِّكَ رَبِّ الْعِزَّةِ عَمَّا يَصِفُونَ

وَسَلامٌ عَلَى الْمُرْسَلِينَ

وَالْحَمْدُ لِلَّهِ رَبِّ الْعَالَمِينَ

ว่าบิ้ลลาฮิเตาฟีก วั้ลฮิดายะห์

วัสสลาม

มูฮำหมัด สันประเสริฐ

ทุกๆ ความดีงามและความประเสริฐ จากมิมบัรออนไลน์นี้

ข้าพเจ้า ขอต่อพระองค์อัลลอฮ์ (ซ.บ.) ทรงตอบรับดุอาร์ และขอให้คุณแม่ของผมได้มีส่วนร่วมในผลงานนี้ด้วย

และขอต่อพระองค์ทรงตอบรับดุอาร์และให้อภัยโทษต่อคุณแม่ของผม ด้วยเทอญ

อามีน



อ้างอิง

อัลกุรอ่านฉบับภาษาไทย สมาคมนักเรียนเก่าอาหรับ ดำเนินการจัดพิมพ์โดยกระทรวงกิจการฮัจย์ แห่งราชอาณาจักรซาอุดิอาเบีย http://www.alquran-thai.com/

อัลฮาดีซ : Hadith of The Day V 1.0 Freeware by FaridAnasri avater@muslimonline.com www.beconvinced.com







วันพุธที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

إِنَّا لِلَّهِ وَإِنَّا إِلَيْهِ رَاجِعُونَ

มิมบัรออนไลน์


คุตบะห์วันศุกร์ 16 มุฮัรรอม 1434 (วันศุกร์ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555)



إِنَّا لِلَّهِ وَإِنَّا إِلَيْهِ رَاجِعُونَ

الْحَمْدُ لِلَّهِ رَبِّ الْعَالَمِينَ

وَلَنَبْلُوَنَّكُمْ بِشَيْءٍ مِنَ الْخَوْفِ وَالْجُوعِ وَنَقْصٍ مِنَ الأمْوَالِ وَالأنْفُسِ وَالثَّمَرَاتِ وَبَشِّرِ الصَّابِرِينَ

الَّذِينَ إِذَا أَصَابَتْهُمْ مُصِيبَةٌ قَالُوا إِنَّا لِلَّهِ وَإِنَّا إِلَيْهِ رَاجِعُونَ

أُولَئِكَ عَلَيْهِمْ صَلَوَاتٌ مِنْ رَبِّهِمْ وَرَحْمَةٌ وَأُولَئِكَ هُمُ الْمُهْتَدُونَ

ท่านพี่น้องผู้ศรัทธาทั้งหลาย

ขอขอบคุณอัลลอฮ์ (ซ.บ.) ที่ทรงเมตตาต่อเราทั้งหลายให้ได้มีชีวิตอยู่ในวันนี้ เพื่อการประกอบอามั้ลอิบาดัรสำหรับพระองค์ ดังนั้น ขอให้เราทั้งหลาย จงยึดมั่นแนวทางตามแบบฉบับของท่านศาสดา และข้อกำหนดจากอัลกุรอ่านเพื่อที่เราจะได้ดำรงตนให้อยู่ในกรอบและแนวทางแห่งอัลอิสลามต่อไป และขอให้เราทั้งหลายจงยำเกรงต่อพระองค์ อย่าออกนอกลู่นอกทาง จงดำเนินชีวิตของตนให้อยู่ในกรอบแห่งผู้ศรัทธา และดำรงตนเช่นนี้ตลอดไป และให้เพิ่มปริมาณการทำอิบาดัรให้เพิ่มพูนและพอกพูนตลอดไป

ท่านทั้งหลาย

ท่านเคยมีภารกิจที่ต้องไปส่งญาติพี่น้องที่มีจุดมุ่งหลายปลายทางยังที่อื่นๆ หรือไม่ เป็นต้นว่า ต้องไปอยู่ที่อื่นๆ นานๆ เพื่อการศึกษาต่อ หรือทำงาน หรือย้ายที่อยู่ หรือเป็นการเดินทางเพื่อไปประกอบพิธีหัจญ์ การเดินทางดังกล่าวทำให้เกิดการพลัดพรากแยกย้ายกันไป แต่ในปัจจุบันเทคโนโลยีอันทันสมัยทำให้การติดต่อสื่อสารระหว่างกันสะดวกสบายมากขึ้น เราสามารถติดต่อสื่อสารกับเขาเหล่านั้นได้ง่ายดายโดยใช้เวลาไม่นานนัก ความสะดวกสบายเช่นนี้ทำให้เราตัดกังวลและความห่วงใยโหยหาให้ลดน้อยถอยลงไปได้ การไปส่งพวกเขายังสถานีโดยสารไม่ว่าจะเป็นรถประจำทาง รถไฟ หรือเครื่องบิน เราได้เห็นความสุขใจ รอยยิ้มคราบน้ำตาแห่งความสุขได้จากทั้งใบหน้าของผู้ที่จะเดินทางและญาติทั้งหลายที่ไปส่ง ทั้งหมดนี้ เป็นความสุขใจที่เราทั้งหลายพึงได้รับและได้ลิ้มรสชาติแห่งความโหยหาอาทรห่วงใยกัน การที่เราได้ติดต่อสื่อสารกับพวกเขาที่จากไป ทำให้เราสามารถรับรู้ถึงความสุข ความประทับใจ ในการเดินทาง การใช้ชีวิตในดินแดนที่ห่างไกลออกไป เป็นการเล่าให้เห็นถึงประสบการณ์ต่างๆ ที่เขาพึงได้รับจากการเดินทางจากไป โดยมีช่วงระยะเวลาหนึ่งที่เขาเหล่านั้นจะเดินทางกลับและเราก็จะได้เห็นภาพประทับใจในความสุขจากการกลับมาของญาติดังกล่าวนั้น



ท่านทั้งหลาย

การเดินทางจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่ง นับว่าเป็นภารกิจอันสำคัญของมนุษย์ การเดินทางไปและกลับ ไม่ว่าจะเป็นการเดินทางไกลหรือใกล้ก็ตาม ผู้เดินทางเหล่านั้น จะได้รับประสบการณ์อันสำคัญ การลิ้มรสความทุกข์ยากในช่วงระยะเวลาดังกล่าว จนกระทั่งภารกิจดังกล่าวเสร็จสิ้น เขาเหล่านั้นได้เรียนรู้ชีวิต การหิวกระหาย การพลัดพราก การใช้ชีวิตการแลกเปลี่ยนทั้งทรัพย์สิน กำลังกาย การใช้สติปัญญา การต่อสู้ดิ้นรนนานาประการ เพื่อที่จะได้มองเห็นความสุขที่ได้รับ จากการทดสอบที่สิ้นสุดลงเมื่อเขาเดินทางกลับมายังบ้านเกิดเมืองนอน นั่นคือการเดินทางที่เราได้รับรู้ ได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์ ได้ตรวจสอบการใช้ชีวิตจากช่วงเวลาหนึ่ง เพื่อปรับปรุงตนเองให้ได้อยู่อย่างเหมาะสมตามภารกิจและบทบาทการแสดงออกตามช่วงเวลาและหน้าที่ตามที่ได้รับมอบหมาย

หากเรามองถึงการเดินทางไปส่งญาติที่กลับไปสู่ความเมตตาของพระองค์ แล้ว บรรยากาศแห่งความสูญเสีย ความหดหู่ ความโศกเศร้า ความทุกข์ยากของญาติหากผู้จากไปเป็นกำลังหลักของครอบครัว เช่นนี้ไม่แตกต่างกันมากนักหากแต่การจากไปของเขา เป็นการจากไปอย่างไม่มีวันกลับ ซึ่งแน่นอนว่า หากเขาประกอบอามั้ลอิบาดัรที่ดีถูกต้องตรงแนวทางที่พระองค์ทรงใช้และทรงห้ามแล้ว ญาติที่เดินทางไปส่งแม้จะโศกเศร้าแต่ก็จะมีภาพความประทับใจที่แฝงไว้อย่างลึกๆ ด้วยความปรีติสุขบนรอยแห่งความเศร้าเคล้าน้ำตานั้น หากเรามองในลักษณะนี้ จะพบว่า แม้เราไม่ทราบถึงว่าที่สุดแห่งการเดินทางจากไปของเขานั้นจะไปยังจุดใด แต่เราสามารถเรียนรู้ได้จากการปฏิบัติตนของเขาในช่วงเวลาขณะที่เขายังมีชีวิตอยู่นั้น เขาได้กระทำตนเช่นไร ในแง่ของการประกอบอามั้ลอิบาดัร ตลอดจนความประพฤติและมารยาทรวมถึงพฤติกรรมส่วนตัวของเขาที่ได้แสดงบทบาทตลอดช่วงอายุขัยของเขา เช่นกัน หากญาติของเราที่เราไปส่งเขากระทำตนออกนอกลู่นอกทางในกรอบแห่งอิสลาม รวมถึงพฤติกรรมและมารยาทส่วนตัวที่คนทั้งหลายสาบส่ง นั่นก็เป็นเครื่องหมายหนึ่งที่เราพอจะอนุมานได้ว่าจุดหมายปลายทางของเราจะไปสิ้นสุดลงที่แห่งใด อย่างไรก็ตาม การที่เราไปส่งเขาเหล่านั้น ขอขอดุอาร์จากพระองค์ เพื่อที่จะให้พระองค์เมตตาอภัยโทษให้กับเขา ด้วยเขานั้นเป็นบ่าวที่ดีของพระองค์ นั้น เป็นสิ่งที่ดีและเหมาะสมยิ่งและเป็นที่อนุมัติให้กระทำต่อเขาเหล่านั้น



การทดสอบจากพระองค์ในความทุกข์ยาก ต่อกิจกรรมที่หลากหลายต่างๆ นั้น เพื่อที่เราจะได้มีแนวทางปรับปรุงตนเองให้เหมาะสมได้เรียนรู้ในการขัดเกลาตนเองให้มีความอดทน ยึดมั่นต่อพระองค์ แม้ว่าการทดสอบจากพระองค์จะเพียงเล็กน้อยหรือหนักยิ่ง ก็ไม่ออกไปจากแนวทางอันเที่ยงตรงสำหรับพระองค์ เพราะสิ่งที่พระองค์ได้กำหนดสภาวการณ์ใดๆ ลงมาให้มนุษย์ได้ใช้โอกาสดังกล่าวเพื่อที่จะฝึกฝนตนเอง ตรวจสอบตนเอง อยู่ตลอดเวลาว่า พฤติกรรมของเรานั้น เป็นอย่างไร เรายึดมั่นต่อพระองค์มากน้อยเพียงไร เราอ่อนไหวต่อการทดสอบของพระองค์หรือไป เราอดทนเพียงไรในสิ่งที่เป็นการทดสอบจากพระองค์อยู่ในขณะนั้น ขอให้พิจารณาโองการจากอัลกรุอ่านซูเราะห์อัลบ้ากอเราะห์ Al-Qur'an, 002.155-157 (Al-Baqara [The Cow])

ความว่า

002.155 وَلَنَبْلُوَنَّكُمْ بِشَيْءٍ مِنَ الْخَوْفِ وَالْجُوعِ وَنَقْصٍ مِنَ الأمْوَالِ وَالأنْفُسِ وَالثَّمَرَاتِ وَبَشِّرِ الصَّابِرِينَ

002.155 Be sure we shall test you with something of fear and hunger, some loss in goods or lives or the fruits (of your toil), but give glad tidings to those who patiently persevere,

155. และแน่นอน เราจะทดลองพวกเจ้าด้วยสิ่งใดสิ่งหนึ่งจากความกลัว และความหิวและด้วยความสูญเสีย (อย่างใดอย่างหนึ่ง) จากทรัพย์สมบัติ ชีวิต และพืชผล และเจ้าจงแจ้งข่าวดีแก่บรรดาผู้อดทนเถิด

002.156 الَّذِينَ إِذَا أَصَابَتْهُمْ مُصِيبَةٌ قَالُوا إِنَّا لِلَّهِ وَإِنَّا إِلَيْهِ رَاجِعُونَ

002.156 Who say, when afflicted with calamity: "To Allah We belong, and to Him is our return":-

156. คือบรรดาผู้ที่เมื่อมีเคราะห์ร้ายมาประสบแก่พวกเขา ( เช่น การสูญเสียชีวิต หรือการสูญเสียสิ่งอื่นใดก็ตาม) พวกเขาก็กล่าวว่า แท้จริงพวกเราเป็นกรรมสิทธิ์ของอัลลอฮ์ และแท้จริงพวกเราจะกลับไปยังพระองค์

002.157 أُولَئِكَ عَلَيْهِمْ صَلَوَاتٌ مِنْ رَبِّهِمْ وَرَحْمَةٌ وَأُولَئِكَ هُمُ الْمُهْتَدُونَ

002.157 They are those on whom (Descend) blessings from Allah, and Mercy, and they are the ones that receive guidance.

157. ชนเหล่านี้แหละพวกเขาจะได้รับคำชมเชย และการเอ็นดูเมตตาจากพระเจ้าของพวกเขาและชนเหล่านี้แหละคือผู้ที่ได้รับข้อแนะนำอันถูกต้อง



ท่านพี่น้องผู้ศรัทธาแล้วทั้งหลาย

การที่เราจะเป็นผู้ที่มีคนรักและเมตตาได้นั้น หากพิจารณาถึงเพื่อนมนุษย์ด้วยกันแล้ว จะพบว่า เพื่อนมนุษย์นั้นจะรักใคร่ต่อคนที่มีพฤติกรรมที่ดี อ่อนโยน ไม่หยิ่งยโส และต้องเป็นคนที่มีมารยาทดีด้วย แต่การที่เราจะเป็นผู้ที่พระองค์ทรงรักและเมตตาได้นั้น นอกจากเราจะเป็นคนที่มีมารยาทที่ดีงามต่อเพื่อมนุษย์ด้วยกันแล้ว เรายังต้องเป็นผู้ที่มีความอดทนเป็นสำคัญยิ่งด้วย เพราะคนที่จะเป็นที่รักของใครๆ ได้นั้น แน่นอนว่า เขาก็ต้องกระทำตนไม่ให้คนอื่นๆ รังเกียจเดียดฉันท์ต่อเขาด้วย เขาต้องเป็นผู้ที่มีมารยาทที่ดีเยี่ยม มีความอดทนต่อการทดสอบต่างๆ จากพระองค์ ไม่ว่าการทดสอบนั้น จะต้องถูกทดสอบในเรื่องราวใดก็ตาม เขาต้องพร้อมสำหรับการทดสอบทั้งสิ้น เขาต้องพร้อมในทุกๆ เรื่องทั้งคำสั่งใช้และคำสั่งห้ามจากพระองค์ สนองตอบในทุกเรื่องที่เป็นการเรียกร้องจากพระองค์ ซึ่งหากพิจารณาถึงความรักจากพระองค์ที่มีต่อบรรดาศาสนทูตของพระองค์แล้ว ท่านศาสดาอิบรอฮีม (อ้าลัยฮิสสลาม) คือผู้ที่พระองค์ทรงรักยิ่ง เพราะหากเราพิจารณาถึงประวัติของท่านแล้วจะพบว่า ท่านเป็นผู้ที่ถูกทดสอบจากพระองค์มากที่สุด และถูกทดสอบในทุกๆ เรื่องทั้งจากชีวิต ทรัพย์สิน และลูกหลานของท่าน และสิ่งที่เป็นแบบฉบับของท่านที่แสดงให้เห็นอย่างได้ชัดนั่นคือ ความอดทนที่มีต่อภาคผลแห่งการทดสอบต่างๆ เหล่านั้น ในที่สุดแล้ว ท่านจึงเป็นศาสนทูตที่พระองค์ทรงรักยิ่ง และเป็นแบบฉบับแห่งศาสนทูตสากลในยุคต่อๆ มา และนี่เอง คือตัวอย่างที่ดีสำหรับมวลผู้ศรัทธาทั้งหลายที่จะใช้เป็นแบบอย่างในความสำเร็จที่มีต่อแนวปฏิบัติที่ดีงามสำหรับพระองค์



ท่านทั้งหลาย

การทดสอบจากพระองค์ ที่เป็นตัวอย่างสำคัญในยุคสมัยของท่านศาสดาอิบรอฮีม นั่นคือ การพลีทาน (กุรบ่าน) ซึ่งเป็นการทดสอบที่เป็นเสมือนเส้นแบ่งที่เบาบางระหว่างการที่จะได้ใกล้ชิดกับพระองค์กับความมืดบอดของการหวงแหน และนั่นคือรอยแยกและจุดแบ่งที่ชัดเจนถึงความเตตาเพื่อพระองค์ กับการแสดงออกถึงความเลวร้ายจากความโอ้อวดหยิ่งผยองต่อพระองค์ ทั้งๆ ที่มันใกล้ชิดกันแต่ห่างกันราวกับฟ้าสูงลิบและเหวที่ลึกที่สุด ทั้งๆ ที่มันมีรากฐานมาจากแหล่งกำเนิดเดียวกัน ขอให้พิจารณาจากอัลฮาดีส ต่อไปนี้

I heard the Prophet (p.b.u.h) delivering a Khutba saying, "The first thing to be done on this day (first day of 'Id ul Adha) is to pray; and after returning from the prayer we slaughter our sacrifices (in the name of Allah) and whoever does so, he acted according to our Sunna (traditions)." Narrated by: Al Bara Source : Sahih Al-Bukhari 2.71

ขอให้เราทั้งหลายในที่นี้ จงยำเกรงต่อพระองค์ให้มากๆ และจงอดทนปฏิบัติศาสนกิจเพื่อพระองค์ ด้วยจิตใจที่บริสุทธิ์ ต่อพระองค์ เพราะสำหรับพระองค์นั้น นั่นคือแนวทางอันเที่ยงตรงที่เราสามารถเดินตามได้อย่างดีเยี่ยม เป็นแนวทางสำหรับผู้ปฏิบัติทุกๆ คนที่จะก้าวตามโดยที่ไม่มีภัยพิบัติใดๆ มากล้ำกราย เป็นแนวทางที่เราทุกๆ คนมีความพร้อมเสมอสำหรับการทดสอบจากพระองค์ แม้ว่าการทดสอบจากพระองค์นั้น จะทดสอบในเรื่องที่เล็กน้อยหรือเป็นการทดสอบในเรื่องที่ยิ่งใหญ่ ขอให้เรานั้น จงยึดมั่นและอดทนต่อกิจกรรมที่มีอยู่ต่อหน้าเราและใช้แนวทางแห่งอัลอิสลาม ตามแบบฉบับของท่านศาสดาและบทบัญญัติแห่งอัลกุรอ่านของพระองค์ อย่างแน่วแน่ เพราะนั่นคือชัยชนะอันยิ่งใหญ่สำรับเราที่มุ่งหวังการประกอบศาสนกิจเพื่อพระองค์ เสมือนหนึ่งว่าเป็นความชื่นใจมีเรามีบนคราบน้ำตาแห่งความพลัดพรากต่อการจากไปของการส่งญาติไม่ว่าจะเป็นการส่งญาติเพื่อการเดินทางหรือเป็นการส่งญาติไปยังสุสาน เพราะนั่น คือการทดสอบที่ง่ายสำหรับพระองค์ แต่หากเป็นการทดสอบที่ยิ่งใหญ่ที่มาจากพระองค์ในเรื่องอื่นๆ แล้ว ก็ขอให้เราจงมั่นคงและอดทนเพื่อพระองค์ เพื่อที่เราจะมีความสุขเพื่อพระองค์ตราบนิรันดรกาล



إِنَّ اللَّهَ وَمَلائِكَتَهُ يُصَلُّونَ عَلَى النَّبِيِّ يَا أَيُّهَا الَّذِينَ آمَنُوا صَلُّوا عَلَيْهِ وَسَلِّمُوا تَسْلِيمًا

رَبَّنَا آتِنَا فِي الدُّنْيَا حَسَنَةً وَفِي الآخِرَةِ حَسَنَةً وَقِنَا عَذَابَ النَّارِ

إِنَّ اللَّهَ يَأْمُرُ بِالْعَدْلِ وَالإحْسَانِ وَإِيتَاءِ ذِي الْقُرْبَى وَيَنْهَى عَنِ الْفَحْشَاءِ وَالْمُنْكَرِ وَالْبَغْيِ يَعِظُكُمْ لَعَلَّكُمْ تَذَكَّرُونَ

سُبْحَانَ رَبِّكَ رَبِّ الْعِزَّةِ عَمَّا يَصِفُونَ

وَسَلامٌ عَلَى الْمُرْسَلِينَ

وَالْحَمْدُ لِلَّهِ رَبِّ الْعَالَمِينَ

ว่าบิ้ลลาฮิเตาฟีก วั้ลฮิดายะห์

วัสสลาม

มูฮำหมัด สันประเสริฐ

ทุกๆ ความดีงามและความประเสริฐ จากมิมบัรออนไลน์นี้
ข้าพเจ้า ขอต่อพระองค์อัลลอฮ์ (ซ.บ.) ทรงตอบรับดุอาร์ และขอให้คุณแม่ของผมได้มีส่วนร่วมในผลงานนี้ด้วย
และขอต่อพระองค์ทรงตอบรับดุอาร์และให้อภัยโทษต่อคุณแม่ของผม ด้วยเทอญ 
อามีน


อ้างอิง

Text Copied from DivineIslam's Qur'an Viewer software v2.9

อัลกุรอ่านฉบับภาษาไทย สมาคมนักเรียนเก่าอาหรับ ดำเนินการจัดพิมพ์โดยกระทรวงกิจการฮัจย์ แห่งราชอาณาจักรซาอุดิอาเบีย http://www.alquran-thai.com/

อัลฮาดีซ : Hadith of The Day V 1.0 Freeware by FaridAnasri avater@muslimonline.com www.beconvinced.com

วันอังคารที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2555

มูลค่าของสินทรัพย์

มิมบัรออนไลน์
คุตบะห์วันศุกร์ 23 ร่อบีอุ้ลอาเคร 1433 (วันศุกร์ที่ 16 มีนาคม 2555)

มูลค่าของสินทรัพย์

الْحَمْدُ لِلَّهِ رَبِّ الْعَالَمِينَ
لَنْ تَنَالُوا الْبِرَّ حَتَّى تُنْفِقُوا مِمَّا تُحِبُّونَ وَمَا تُنْفِقُوا مِنْ شَيْءٍ فَإِنَّ اللَّهَ بِهِ عَلِيمٌ

ท่านพี่น้องผู้ศรัทธาทั้งหลาย
หากเราจะพิจารณาถึงมูลค่า หรือคุณค่า
ในตัวมนุษย์ด้วยกันนั้น เราใช้หลักเกณฑ์ใดเป็นตัวพิจารณา ในแต่ละมุมมอง จะพิจารณาถึงตัวกำหนดที่หลากหลาย
เป็นไปตามประสบการณ์ของแต่ละท่านที่จะบ่งบอกถึงมูลค่าของเขาเหล่านั้น
แต่สิ่งหนึ่งที่สังคมพิจารณากัน นั่นคือ ผลงานของเขา
ผลการปฏิบัติงานของเขาทั้งในเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณ กระนั้นก็ตาม
ผลงานในเชิงคุณธรรมและจริยธรรม ก็เป็นสิ่งหนึ่งที่บ่งถึงคุณค่าในตัวบุคคลได้ด้วยเช่นกัน
ซึ่งผลงานในเชิงคุณธรรมและจริยธรรมจะเกี่ยวพันกับผลการปฏิบัติงานทั้งในเชิงคุณภาพและปริมาณ
ซึ่งอนุมานได้ว่า คุณค่าในตัวบุคคล และการวัดผลงานในตัวบุคคลนั้น สามารถตีค่าหรือประเมินค่าออกมาเป็นตัววัด
ที่หลายๆ ภาคส่วนนิยมใช้เป็นข้อกำหนดในการประเมินผล แต่กระนั้นก็ตาม
ตัววัดของมนุษย์มักจะเอนเอียงไปบ้างตามโลกทัศน์ของผู้ประเมิน
ซึ่งหาใช่เป็นความยุติธรรมที่ควรจะได้รับ
หากแต่แฝงเร้นไปด้วยคติส่วนตัวและค่านิยมส่วนตัวของมนุษย์และมาตรฐานรวมถึงมาตรการที่ใช้ในการประเมินสิ่งเหล่านั้น
จึงขอเตือนตนเองและท่านทั้งหลาย ณ ที่นี้
จงพิจารณาถึงมูลค่าของตัวตน มูลค่าของตัวเรา เป็นมูลค่าที่ต้องถูกสอบสวนในทุกๆ
ด้าน ตามมาตรฐานที่พระองค์อัลลอฮ์ (ซ.บ.) ทรงกำหนด เป็นมาตรฐานเดียวที่จะบ่งบอกได้ว่า
เราหรือเขาคนนั้น จะได้รับความเมตตาจากพระองค์มากน้อยเพียงใดในวันแห่งการตัดสิน
แน่นอนว่า หลายๆ คน ยังมองข้ามความสำคัญในเรื่องนี้ ทั้งๆ ที่เรื่องราวเหล่านี้
เป็นเรื่องใหญ่ยิ่งสำหรับพระองค์ วันนี้การปฏิบัติตนของเราอยู่ในกรอบ กติกา
และมารยาท ที่พระองค์ทรงกำหนดไว้หรือไม่ ทั้งในเรื่องที่พระองค์ทรงใช้ให้กระทำ
เรื่องที่พระองค์ทรงห้ามการกระทำเหล่านั้น อีกทั้งการล่วงละเมิดผู้อื่น
ทั้งในทางกาย วาจา รวมถึงจิตใจ นั้น สิ่งต่างๆ เหล่านี้ ยังมีอยู่หรือไม่ ดังนั้น
วันนี้มนุษย์สามารถตีค่าหรือประเมินตนเองได้ เพียงตามประสบการณ์ที่เขาพบมา หรือเป็นสิ่งที่มนุษย์ได้สัมผัส
เพื่อตอบสนองเพียงว่า มนุษย์นั้นตีค่าหรือประเมินค่า
เพียงเท่าที่เขารับรู้เท่านั้น
ในส่วนที่เขาไม่มีความสามารถในการรับรู้เรื่องราวเหล่านั้น
เขาไม่สามารถตีค่าหรือประเมินค่าในเรื่องราวเหล่านั้น ได้เลย
ท่านทั้งหลาย
มูลค่าในรูปตัวเงิน ทรัพย์สิน
หรือสินทรัพย์ต่างๆ ที่มนุษย์ถือครองอยู่นั้น ตีค่าหรือประเมินค่าได้อย่างไร
หากพิจารณามูลค่าของ “เงิน” ที่เราทั้งหลายถือครองอยู่นั้น มีมูลค่าอย่างไร หลายๆ
คนกังวลว่า “มูลค่า” ของมันนั้น ใช้สิ่งใดเป็นมาตรฐานในการกำหนด
หากพิจารณาในเชิงเศรษฐศาสตร์การเงินแล้ว จะเห็นว่า เงินทั้งหลายนั้น ค่าของมัน
อยู่ที่การหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ มูลค่าของมันสามารถขึ้นลงได้ตามอัตราแลกเปลี่ยน
และจากการประเมินค่าของสถาบันมาตรฐานทางการเงิน ที่พิจารณาถึง “ทุนรักษาระดับเงินตรา”
และมาตรฐานทองคำของประเทศเหล่านั้น อีกทั้งพิจารณาถึงความน่าเชื่อถือหรือเครดิตของประเทศ
เป็นค่าที่ใช้ในการกำหนดอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราระหว่างประเทศ ทั้งนี้
มีตัวแปรหลายๆ ตัวที่ใช้ในการกำหนด “มูลค่า” ของมัน ไม่ว่าจะเป็น อัตราเงินเฟ้อ
อัตราดอกเบี้ย อัตราการว่างงาน รายได้ประชาชาติ และผลผลิตมวลรวมของประเทศ
และสิ่งหนึ่งที่ต้องนำมาพิจารณาด้วย นั่นคือ ช่วงเวลา “ยุค”หรือ ระยะเวลาที่ใช้พิจารณามูลค่าของมัน
ในส่วนของภาคประชาชน เราสังเกตถึงมูลค่าของเงินนั้น
โดยการจับจ่ายใช้สอยในชีวิตประจำวัน เมื่อใดก็ตามที่สินค้าและบริการมีอัตราสูงขึ้น
แน่นอนว่า มุลค่าของเงินที่เราถืออยู่ในมือจะมีค่าลดลงหากเปรียบเทียบกับช่วงเวลาก่อนหน้านี้
แต่ในบางสินค้า มูลค่าของวันจะเคลื่อนไหวไปตามสภาวการณ์ทางเศรษฐกิจ
ฤดูกาลของสินค้า
รวมถึงปัจจัยทางเศรษฐกิจทั้งอุปสงค์และอุปทานในสินค้าเหล่านั้น
ท่านทั้งหลาย
“เงิน”
ที่เราถืออยู่ในมือของเรา เราสามารถล่วงรู้ถึงคุณค่าของมันก็ต่อเมื่อเราได้ใช้สอยมัน
หรือทำให้มันเกิดการหมุนเวียนในทางเศรฐกิจ แต่ทั้งนี้ เราต้องพิจารณาปัจจัยอื่นๆ
ด้วย เป็นต้นว่า คนที่ถือ “เงิน” เหล่านั้น เป็นใคร และความพึงพอใจใน “เงิน”
เหล่านั้นด้วย ตลอดจน ความพึงพอใจในการใช้ “เงิน” เหล่านั้นแล้ว เขาแสดงออกอย่างไร
เมื่อเขาได้นำ “เงิน” เหล่านั้น ให้หมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ จะเห็นว่า “เงิน”
ก้อนหนึ่งในมือของผู้มีอันจะกิน กับ “เงิน” ที่มี “มูลค่า”
เดียวกันในมือของผู้ยากไร้ คุณค่าของมันช่างแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
เงินในมือของผู้มีอันจะกิน อาจถูกใช้ไปได้โดยง่ายไม่มีความรู้สึกถึงความเสียดาย
เพราะเมื่อหมดไป เขาก็สามารถนำเงินที่ได้จากแหล่งอื่นๆ
เข้ามาใช้ในชีวิตประจำวันของเขาโดยไม่รู้สึกว่าเงินเหล่านั้น จะหมดไป
เพราะเขามีความสามารถที่จะนำเงินเหล่านั้นมาใช้ได้อย่างต่อเนื่อง ผิดกับเงินในมือของผู้ยากไร้
ดูเหมือนว่าทุกบาททุกสตางค์ของมัน ที่จะหยิบมาใช้สอย ต้องคิดหน้าคิดหลัง ว่า เมื่อใช้เงินเหล่านั้นไปแล้ว
เขาจะเหลือเงินอีกเท่าไร ที่จะจัดหาสินค้าและอาหารในการประดังชีวิตของเขาและครอบครัวในวันต่อไป
ให้สามารถใช้ชีวิตได้อย่างเพียงพอ
และต่อยอดความพึงพอใจในการดำรงชีพของเขาได้อย่างต่อเนื่อง ท่านศาสดา (ซ.ล.) จึงได้สร้างแบบฉบับในการแบ่งปันและการเผื่อแผ่ซึ่งกันและกันในสังคมมุสลิม
เป็นการสร้างความสมานฉันท์ระหว่างกันในชุมชน ที่ทุกๆ ภาคส่วนนั้น
ต้องเหลียวแลคนที่ด้วยกว่า เพื่อที่จะทำให้สังคมดำเนินไปอย่างเหมาะสม เพียงพอ
การสร้างภราดรภาพระหว่าง “ผู้ให้” กับ “ผู้รับ” จึงเป็นภารกิจที่สำคัญของสังคม
เพื่อที่จะแบ่งปันความสุข
มากกว่าการแข่งขันกันสะสมทรัพย์สินและสินทรัพย์ในปริมาณที่เพิ่มพูนสูงขึ้น
ในขณะที่สังคมโดยรวมถูกมองข้าม หรือละเลย
ละทิ้งให้เขาเหล่านั้นต้องมีคุณภาพชีวิตที่ต่ำเตี้ย ขณะที่อีกส่วนหนึ่งในสังคมอยู่ในภาวะแห่งการแข่งขันและทะยานก้าวไปไต่ระดับความสูงขึ้นทุกๆ
วัน ขอให้พิจารณาโองการจากซูเราะห์ อาลิอิมรอน Al-Qur'an,
003.092 (Aal-E-Imran [The Family of Imran]) ความว่า
003.092 لَنْ تَنَالُوا الْبِرَّ حَتَّى تُنْفِقُوا مِمَّا تُحِبُّونَ وَمَا تُنْفِقُوا مِنْ شَيْءٍ فَإِنَّ اللَّهَ بِهِ عَلِيمٌ
003.092 By no means shall ye attain righteousness unless ye give
(freely) of that which ye love; and whatever ye give, of a truth Allah knoweth
it well.
92. พวกเจ้าจะไม่ได้คุณธรรมเลยจนกว่าพวกเจ้าจะบริจาคจากสิ่งที่พวกเจ้าชอบ
และสิ่งใดที่พวกเจ้าบริจาคไป แท้จริงอัลลอฮฺทรงรู้ในสิ่งนั้นดี
จากอายะห์ที่ได้หยิบยกมา จะเห็นถึง
คุณค่าและความสำคัญของการ “แบ่งปัน” และ “มูลค่า” ที่เพิ่มขึ้นในสรรพสิ่งที่เรา “ให้”
กับกลุ่มชนที่อยู่ในขอบข่ายสมควรได้รับ และมูลค่าแห่งทรัพย์สินดังกล่าวนั้น ย่อมเป็นที่ประจักษ์
ณ พระองค์อัลลอฮ์ (ซ.บ.) เพราะการ “ให้ เพื่อให้” นั้น
เป็นการให้ที่เพิ่มพูนคุณค่าและความสำคัญในทรัพย์สินเหล่านั้น มากกว่า
การให้โดยหวังผลตอบแทนในระยะสั้นๆ ทั้งทางด้านหน้าตา เกียรติยศ และทรัพย์สิน
โดยเฉพาะเกียรติยศที่ได้รับภายหลังจากการให้ จะเห็นว่า สิ่งเหล่านั้น
เป็นเพียงภาพฉาบฉวย ที่สังคมปรุงแต่งให้เห็น เป็นเพียงมายาภาพ
ที่สะท้อนให้เห็นถึงความเสียดายในทรัพย์สินเหล่านั้น มูลค่าของมันจึงได้สะท้อนเพียง
มายาที่สังคมมอบให้ แต่ ณ พระองค์แล้ว มูลค่าของมันหาได้นำพาเขาเหล่านั้นได้เข้าไปใกล้ชิดกับพระองค์
ซึ่งตรงกันข้าม มายาคติที่แฝงมากับความเสียดายของเขา
นำเขาก้าวเข้าไปใกล้ชิดกับไฟนรกที่พระองค์จะมอบหมายให้กับบรรดาผู้ที่พระองค์ทรงกริ้วและบรรดาผู้ที่โออวดตนเอง
โดยเฉพาะอย่างยิ่งบรรดาผู้ที่สะสมทรัพย์สิน จนมองข้ามความยำเกรงสำหรับพระองค์
ท่านทั้งหลาย
ในส่วนของ “ผู้รับ” แม้ว่า
การได้มาซึ่งทรัพย์สิน หรือสินทรัพย์จากผู้ที่ “ออกซากาต”
ซึ่งถือเป็นหน้าที่ตามศาสนบัญญัติที่ผู้ที่อยู่ในข่ายที่ต้องออกซากาตต้องกระทำหน้าที่ของตนเองก็ตาม
แต่สำหรับผู้มีสิทธิในทรัพย์ซากาตเหล่านั้น เมื่อเขาได้รับแบ่งปันสินทรัพย์เหล่านั้นมาแล้ว
ใช่ว่าการใช้ทรัพย์สินเหล่านั้นอย่างไม่ “บันยะบันยัง” อย่างละโมภ โดยปราศจากความละอาย
เพราะความที่เขาไม่ได้ใกล้ชิดกับสิ่งเหล่านั้นมานาน หรือรอคอยมานาน
แต่เขาเหล่านั้น ต้องพิจารณาถึง คุณค่า ความพึงพอใจ และความคาดหวังในทรัพย์สินเหล่านั้น
ซึ่งอาจพิจารณาถึงช่วงหนึ่งของชีวิต ความยากแร้นแสนเข็ญที่เขาได้ประสบมา
รวมถึงการใช้อย่างระมัดระวัง และเขาพึงสำนึกอยู่เสมอว่า
เขาต้องไม่อยู่ในสถานภาพของผู้รับตลอดไป สักวันหนึ่งเขาต้องพลิกกลับเป็น “ผู้ให้”
บ้าง และการบริโภคสินทรัพย์ต่างๆ เหล่านั้น เขาพึงบริโภดตามความพึงพอใจของเขาอย่างเหมาะสมเพียงใด
มีของเหลือบ้างหรือไม่ และเขาจัดการกับของเหลือเหล่านั้นอย่างไร
ขอให้พิจารณาถึงสภาพของผู้ที่หิวโซ
ตราบเมื่อเขาได้มีโอกาสได้บริโภคอาหารมื้อแรกภายหลังความหิวโซนั้น
อาหารที่เขาได้รับ อาหารที่เขาได้บริโภค อาหารที่เหลือทิ้ง และอาหารที่เขาจะจัดเก็บไว้บริโภคในวันหลังจากนั้น
เขาจัดการกับสิ่งต่างๆ เหล่านั้น อย่างไร มูลค่าของสิ่งเหล่านั้น
หากมองในชิงปริมาณแล้ว อาจน้อยนิด หรือเทียบไม่ได้กับมูลค่าของการบริโภคของอัครมหาเศรษฐีที่รับประทานอาหาร ในร้านอาหารเลิศหรู
รวมถึงสิ่งที่เหลือกินเหลือใช้ของเขาเหล่านั้น แต่สำหรับในบรรดา “ผู้รับ”
สิ่งที่เหลือกินเหลือทิ้ง นั้น มันไม่ต่างกันกับบรรดาเศรษฐีก็ตาม
แต่มูลค่าของการทิ้งขว้างสิ่งเหล่านั้น คือ
สิ่งที่จะตอบโจทย์ความยำเกรงต่อพระองค์ในวันแห่งการตอบแทน
เพราะเมื่อใดก็ตามการทิ้งปัจจัยแห่งริสกีจากพระองค์ แน่นอนว่า
เขาปฏิเสธความปรารถนาดีของพระองค์ ทั้งๆ ที่พระองค์ได้ให้เขาแล้ว
แต่เขาปฏิเสธด้วยการเหลือทั้งขว้าง และนั่นคือ สิ่งที่จะสะท้อนให้เห็นถึงคุณค่า “มูลค่า”
ของมัน เมื่อยามที่เรา ขัดสน


إِنَّ اللَّهَ وَمَلائِكَتَهُ يُصَلُّونَ عَلَى النَّبِيِّ يَا أَيُّهَا الَّذِينَ آمَنُوا صَلُّوا عَلَيْهِ وَسَلِّمُوا تَسْلِيمًا
رَبَّنَا آتِنَا فِي الدُّنْيَا حَسَنَةً وَفِي الآخِرَةِ حَسَنَةً وَقِنَا عَذَابَ النَّارِ
إِنَّ اللَّهَ يَأْمُرُ بِالْعَدْلِ وَالإحْسَانِ وَإِيتَاءِ ذِي الْقُرْبَى وَيَنْهَى عَنِ الْفَحْشَاءِ وَالْمُنْكَرِ وَالْبَغْيِ يَعِظُكُمْ لَعَلَّكُمْ تَذَكَّرُونَ
سُبْحَانَ رَبِّكَ رَبِّ الْعِزَّةِ عَمَّا يَصِفُونَ
وَسَلامٌ عَلَى الْمُرْسَلِينَ
وَالْحَمْدُ لِلَّهِ رَبِّ الْعَالَمِينَ
والسَلامٌ
มูฮำหมัด
สันประเสริฐ
23
ร่อบีอุ้ลอาเคร 1433

อ้างอิง
อัลกุรอ่านฉบับภาษาไทย สมาคมนักเรียนเก่าอาหรับ
ดำเนินการจัดพิมพ์โดยกระทรวงกิจการฮัจย์ แห่งราชอาณาจักรซาอุดิอาเบีย , www.DivineIslam.com
อัลฮาดีซ :
Hadith of The Day V 1.0 Freeware by FaridAnasri avater@muslimonline.com www.beconvinced.com

วันพุธที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2555

อาหารการกินของผู้ศรัทธา

มิมบัรออนไลน์
คุตบะห์วันศุกร์ 16 ร่อบีอุ้ลอาเคร 1433 (วันศุกร์ที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2555)

อาหารการกิน ของผู้ศรัทธา
الْحَمْدُ لِلَّهِ رَبِّ الْعَالَمِينَ
يَا أَيُّهَا النَّاسُ كُلُوا مِمَّا فِي الأرْضِ حَلالا طَيِّبًا وَلا تَتَّبِعُوا خُطُوَاتِ الشَّيْطَانِ إِنَّهُ لَكُمْ عَدُوٌّ مُبِينٌ
يَا قَوْمِ ادْخُلُوا الأرْضَ الْمُقَدَّسَةَ الَّتِي كَتَبَ اللَّهُ لَكُمْ وَلا تَرْتَدُّوا عَلَى أَدْبَارِكُمْ فَتَنْقَلِبُوا خَاسِرِينَ
فَمَنْ تَابَ مِنْ بَعْدِ ظُلْمِهِ وَأَصْلَحَ فَإِنَّ اللَّهَ يَتُوبُ عَلَيْهِ إِنَّ اللَّهَ غَفُورٌ رَحِيمٌ

ท่านพี่น้องผู้ศรัทธาทั้งหลาย
ช่วงเวลานี้
เป็นช่วงที่เราทั้งหลายต่างมุ่งมั่นทำงานเพื่อให้ทันกับเวลา ทันต่อเป้าหมายของงาน
ซึ่งเป็นเป้าหมายขององค์กรที่ได้กำหนดไว้ ความเร่งรีบ การตรวจสอบความถูกต้องของงาน
มักจะเดินสวนทางกัน แต่ถึงกระนั้น เราทั้งหลาย ก็ต้องหมั่นตรวจสอบผลงาน
ตรวจสอบความถูกต้อง และตรวจสอบพฤติกรรมการทำงานของเราเพื่อให้เกิดความถูกต้อง
แน่นอน และมีความรับผิดชอบต่อผลงานให้เป็นที่ประจักษ์
ซึ่งแสดงให้เห็นถึงคุณภาพของงาน คุณภาพขององค์กร ที่หลายๆ ภาคส่วนมุ่งมั่นใส่ใจถึงการที่จะมีเกียรติบัตรรับรองความมีมาตรฐานสากล
เพื่อเป็นการรองรับความน่าเชื่อถือขององค์กร ดังนั้น จึงขอเตือนตนเองและท่านทั้งหลาย
จงใส่ใจในการตรวจสอบตนเอง การรับรองตนเองในเรื่องของมาตรฐานการเป็นมุสลิมในทุกๆ
แง่มุม ทุกๆ กฎเกณฑ์ ข้อบังคับ เพื่อที่เราจะได้เป็นมุสลิมที่มีคุณภาพ
ตามแบบแผนที่ท่านศาสดาได้กระทำเป็นแบบฉบับไว้
หาใช่เพียงเรื่องใดเรื่องหนึ่งในความเป็นมุสลิม หากแต่ว่าในทุกๆ เรื่อง
ต่างมีแง่คิดในการกระทำหรือละเว้นการกระทำ
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการพิจารณาเลือกสรรอาหารการกิน แน่นอนว่า ต้องความมั่นใจในการเลือกสรร
การตรวจสอบตราผลิตภัณฑ์ สารอาหารตามที่ปรากฎบนฉลาก
มาตรฐานรับรองจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตลอดจน มาตรฐานของสินค้าเหล่านั้น มีการรับรองจากสถาบันทางศาสนาที่จะออกตรารับรองฮาล้าล
หรือไม่
ท่านทั้งหลาย
ยามที่อากาศร้อนเช่นนี้
ในภาวะที่โลกกำลังประสบกับภัยพิบัติอันเนื่องจาก “ปรากฏการณ์เรือนกระจก”
อันเป็นผลให้เกิดภัยพิบัติทั้งวาตะภัย อุทกภัย ดินถล่ม ไปจนถึงอัคคีภัย
ซึ่งเป็นพิบัติภัยที่ทำให้เกิดความน่าสะพึงกลัวต่อมวลประชาชาติทั้งหลายในอันที่จะต้องหาทางป้องกัน
ปัดเป่าภัยพิบัติเหล่านี้ ให้ลดความน่ากลัวลง
แม้ว่าเราไม่สามารถหลีกเลี่ยงที่จะประสบกับภัยพิบัติต่างๆ เหล่านั้น จะเห็นได้ว่า
ภัยพิบัติต่างๆ ล้วนเป็นการทดสอบชองพระองค์ ต่อการที่เหล่าประชาชาติทั้งหลายจะยำเกรงต่อพระองค์
เชื่อฟังต่อประองค์ และยึดมั่นปฏิบัติศาสนกิจเพื่อประองค์มากน้อยเพียงใด
ภัยพิบัติที่เกิดขึ้น สะท้อนให้เห็นถึงความจริงหนึ่งของวันสุดท้ายของโลกที่จะมาถึงในไม่ช้า
เป็นการเตือนล่วงหน้าจากหลายๆ เหตุการณ์ ที่ผ่านพ้นมา จะเห็นว่า
มนุษย์ยังไม่สำนึกถึงกระแสความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ ประหนึ่งว่า ความเฉื่อยฉา
ความไม่กระตือรือร้นที่จะตรวจสอบพิจารณาตนเอง สุดท้ายแล้วมนุษย์
จะไม่สามารถหลีกเลี่ยงผลกรรมที่ตนเองได้กระทำไว้แม้ว่าผลกรรมเหล่านั้น
จะถูกถ่วงเวลาในช่วงอายุขัยของเขา แต่เลยผ่านไปยังรุ่นลูกหลานของเขา ดังเช่น
ปรากฎการณ์เรือนกระจกที่ใช้เวลาบ่มเพาะมากว่า 10 ปี สะท้อนให้เห็นได้ว่า
การใช้ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของมนุษย์ เราละเลยตนเอง
ละเลยความน่าสะพึงกลัวเหล่านี้ ด้วยภาพแห่งความสุข ภาพแห่งกาลเวลาที่ฉายฉวยไปด้วยควาบันเทิง
ตามอารมณ์และความสุข โดยมองข้ามความคิด ความคาดหวังที่ว่าในวันหนึ่งหลังจากนั้น
ทุกๆ ภาคส่วนต้องประสบกับผลกรรมตามที่ตนเองได้กระทำไว้ในช่วงหนึ่งของชีวิต
แน่นอนว่า มนุษย์ยังมองข้ามความสำคัญของเรื่องนี้
ท่านทั้งหลาย
ในช่วงหน้าแล้ง เป็นช่วงที่จุลินทรีย์
หรือสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กที่เราไม่สามารถมองด้วยตาเปล่าได้ มีประสิทธิภาพในการแพร่ขยายพันธ์ค่อนข้างสูงยิ่ง
เราสังเกตุได้จากอาหารที่เราทิ้งไว้ไม่นาน อาจบูดเน่าได้ง่าย ด้วยเหตุนี้
ทางราชการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงรณรงค์กันอย่างกว้างขวางและแพร่หลายตามสื่อสารมวลชนต่างๆ
เกี่ยวกับสุขภาพอนามัย การป้องกันที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพและสุขอนามัยของทุกๆ คน
ดังนั้น การตรวจตรา การให้ความมั่นใจต่อการเลือกสรร
จึงเป็นสิ่งที่มีความสำคัญมากที่สุดรองลงมาจากความมั่นใจที่จะบริโภคอาหารเหล่านั้น
ลองพิจารณาโองการจากซูเราะห์ อัลบ้ากอเราะห์ Al-Qur'an,
002.168 (Al-Baqara [The Cow]) ความว่า
002.168 يَا أَيُّهَا النَّاسُ كُلُوا مِمَّا فِي الأرْضِ حَلالا طَيِّبًا وَلا تَتَّبِعُوا خُطُوَاتِ الشَّيْطَانِ إِنَّهُ لَكُمْ عَدُوٌّ مُبِينٌ
002.168 O ye people! Eat of what is on earth, Lawful and good; and
do not follow the footsteps of the evil one, for he is to you an avowed enemy.
168. มนุษย์เอ๋ย! จงบริโภคสิ่งอนุมัติที่ดี ๆ
จากสิ่งที่อยู่ในแผ่นดิน และจงอย่าตามบรรดาก้าวเดินของชัยฏอน แท้จริงมันคือศัตรูที่ชัดแจ้งของพวกเจ้า
อาหารการกิน สำหรับบรรดามุสลิมแล้ว
เราต้องใช้การไตร่ตรองเลือกสรรให้มากกว่าคนอื่นๆ เพราะเรามีข้อจำกัดของการเลือกอาหารการกินอยู่แล้ว
ปฏิเสธไม่ได้ว่า การเลือกอาหารการกินของเรา เป็นเรื่องที่ใหญ่มาก
เปรียบเสมือนว่าเป็นสัญลักษณ์ของศาสนาด้วยซ้ำ จะเห็นว่า
ในสังคมเป็นที่ประจักษ์แล้วว่า “มุสลิม คือ กลุ่มชนที่ไม่กินหมู”
แต่สำหรับมุสลิมแล้ว การเลือกที่จะบริโภคอาหารนั้น
เราต้องมีความพิถีพิถันมากกว่าชนกลุ่มอื่นๆ
นอกจากการพิจารณาตราผลิตภัณฑ์ของสินค้าที่จะบริโภค การมีตรา “อ.ย.” รับรอง แล้ว
ตรารับรอง “ฮาล้าล” จึงเป็นสิ่งที่เราต้องให้ความสำคัญก่อนการบริโภคในอาหารหรือสินค้าเหล่านั้นด้วย
นอกเหนือไปจากการพิจารณาวันผลิตและวันหมดอายุของสินค้าเหล่านั้น
เพื่อให้เราได้บริโภคสินค้าได้ถูกหลักการและถูกสุขอนามัย ปลอดภัย และมีความสุข จะเห็นได้ว่า
การบริโภคอาหาร เป็นสิ่งที่เราทุกคนต้องให้ความสำคัญ การเลือกที่จะบริโภคภายหลัก “หลักการศรัทธา”
นั้น เราถูกสั่งสอนจนกลายเป็นวัฒนธรรมของมุสลิมไปแล้ว ในรุ่นปู่ย่า ของเรา
โดยเฉพาะในชุมชนมุสลิม บรรพบุรุษของเราล้วนสั่งสอนในเรื่องอาหารการกิน
ที่ปรุงจากคนมุสลิม เราจะเห็นสังคมของมุสลิมชนบท
“ไม่นิยมรับประทานอาหารนอกบ้าน” นอกจากมีงาน “กินบุญ” ของชุมชนมุสลิม
เขาเหล่านั้นต่างเคร่งครัดในเรื่องการกิน การบริโภคค่อนข้างมาก ต่อมาเมื่อสังคมเมืองขยายตัวครอบงำวัฒนธรรมของทุกๆ
สังคม สินค้าแปลกตามากมาย กระตุ้นการบริโภคของทุกๆ สังคม ค่อนข้างมากมาย
ความเร้าใจของการโฆษณาชวนเชื่อ ทำให้เกิดความต้องการที่จะบริโภค
จวบจนองค์กรมุสลิมซึ่งต้องการให้ความสะดวกและความมั่นใจในการบริโภค
อีกทั้งเป็นตัวกลางที่จะทำให้ผู้ผลิตสินค้า
สามารถนำสินค้านั้นไปขายให้กับมุสลิมได้อย่างมีประสิทธิภาพ
จึงต้องมีการออกตรารับรองสินค้าเหล่านั้น
เสมือนหนึ่งเป็นการรับรองมาตรฐานสินค้าที่มุสลิมสามารถให้การบริโภได้โดยไม่ผิดหลักเกณฑ์ตามศาสนบัญญัติ
กระนั้นก็ตาม เรายังพบสินค้าบางชนิด และผู้ผลิตบางกลุ่มเห็นแก่ได้
ปลอมแปลงตรารับรองดังกล่าวนั้น รวมไปถึงข้อครหาต่อคณะกรรมการที่รับรองสินค้า ผลประโยชน์ที่เบีดบังตรารับรองเหล่านั้น
สร้างความคลุมเครือ และความไม่น่าเชื่อถือในองค์กร สะท้อนให้เห็นถึงความด้อยค่าในตรารับรองที่ได้ออกไปสำหรับสินค้าต่างๆ
เหล่านั้น
ท่านทั้งหลาย
ในการดำเนินชีวิตของเราในปัจจุบัน
เรามีสิ่งที่ต้องตรวจสอบตนเองอยู่อีกมากมาย หลายรายการ ซึ่งความไม่ไว้เนื้อเชื่อใจต่อกันดังกล่าว
นำมาซึ่ง การตรวจสอบติดตามอย่างละเอียดถี่ถ้วนมากยิ่งขึ้น ซึ่งในสังคมปัจจุบัน
มีผู้ที่แอบอิงหาผลประโยชน์ในตรารับรองค่อนข้างมาก “ทุจริตคอรับชั่น” เกาะกินไปในทุกๆ
วงการ เกาะกินไปทั้งในวัดและในมัสยิด ตลอดจนคณะกรรมการหลายๆ คณะ
ต่างมุ่งที่จะเกาะเกี่ยวเก็บเอาผลประโยชน์เฉพาะตนและพวกพ้องของตน ความทุจริตแอบแฝง
ตั้งแต่การเสนอตัวและคณะบุคคลเข้าไปเพื่อรวบรวมการเก็บเกี่ยวผลประโยชน์เหล่านั้น
โดยการเบียดบังด้วยการซื้อตำแหน่งของคณะบุคคลเข้าไปแย่งชิงผลประโยชน์ต่างๆ
เหล่านั้น ซึ่งได้ทั้งบารมีในแง่ของนักการศาสนาและบารมีของนักการเมือง
อย่างไรก็ตาม ขอดุอาร์จากพระองค์อัลลอฮ์ (ซ.บ.) ขอให้เขาเหล่านั้นกลับตัวกลับใจ
เพื่อที่ทำงานให้เป็นที่ประจักษ์ในผลงาน และประโยชน์ต่อประชาชนเป็นที่ตั้ง
ขอให้พิจารณาโองการจากซูเราะห์ Al-Qur'an,
005.039 (Al-Maeda [The Table, The Table Spread]) ความว่า
005.039 فَمَنْ تَابَ مِنْ بَعْدِ ظُلْمِهِ وَأَصْلَحَ فَإِنَّ اللَّهَ يَتُوبُ عَلَيْهِ إِنَّ اللَّهَ غَفُورٌ رَحِيمٌ
005.039 But if the thief repents
after his crime, and amends his conduct, Allah turneth to him in forgiveness;
for Allah is Oft-forgiving, Most Merciful.
39. แล้วผู้ใดสำนึกผิดกลับเนื้อกลับตัวหลังจากการอธรรมของเขา
และแก้ไขปรับปรุงแล้ว แท้จริงอัลลอฮฺจะทรงอภัยโทษให้แก่พวกเขา
แท้จริงอัลลอฮฺนั้นเป็นผู้ทรงอภัยโทษ ผู้ทรงเอ็นดูเมตตาเสมอ
จะเห็นว่า สำหรับพระองค์แล้ว ทรงเมตตา
เอ็นดูทุกๆ คน ด้วยความเมตตาปราณีเสมอ โดยเฉพาะมีความสำนึก กลับเนื้อกลับตัว
บริสุทธิ์ใจ ไม่กระทำในสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อตนเอง ทั้งๆ
ที่อำนาจหน้าที่ของเขาเหล่านั้นต้องรับผิดชอบต่อสังคมโดยรวม
เพราะนั่นคือสิ่งที่สร้างความร้าวฉานในสังคม ส่อเจตนาถึงการแสวงหาประโยชน์เพียงเพื่อตนเอง
ดังนั้น จึงเป็นสิ่งที่มีความสำคัญและจำเป็นเพื่อมุ่งมั่นประโยชน์และแสวงหาประโยชน์สำหรับทุกๆ
คนในสังคม และจงสำนึกอยู่เสมอว่า ทุกๆ คณะบุคคล ต้องมุ่งมั่นและมุ่งหวังความโปรดปราณจากพระองค์
มากกว่าประโยชน์ที่พึงได้รับเฉพาะหน้าเพียงเท่านั้น เพราะหากคิดเช่นนั้นได้แล้ว เราทั้งหลายจะอยู่ในสภาพของผู้ที่ได้รับแบ่งปันผลกำไร
มากกว่าการที่เขาเหล่านั้นจะจมปลักอยู่ในสภาพของผู้ที่ขาดทุน
ดังที่พระองค์ทรงมีโองการจากซูเราะห์ Al-Qur'an,
005.021 (Al-Maeda [The Table, The Table Spread]) ความว่า
005.021 يَا قَوْمِ ادْخُلُوا الأرْضَ الْمُقَدَّسَةَ الَّتِي كَتَبَ اللَّهُ لَكُمْ وَلا تَرْتَدُّوا عَلَى أَدْبَارِكُمْ فَتَنْقَلِبُوا خَاسِرِينَ
005.021 "O my people! Enter the
holy land which Allah hath assigned unto you, and turn not back ignominiously,
for then will ye be overthrown, to your own ruin."



21. โอ้ประชาชาติของฉัน !
จงเข้าไปในแผ่นดินอันบริสุทธิ์ ที่อัลลอฮ์ได้ทรงกำหนดให้แก่พวกท่านเถิด
และจงอย่าหันหลังของพวกท่านกลับ เพราะจะทำให้พวกท่านกลับกลายเป็นผู้ขาดทุน
ท่านทั้งหลาย
เวลานี้ สังคมของเรา เป็นสังคมที่เต็มไปด้วย
การแสวงหาผลประโยชน์โดยไม่คำนึงถึงสังคมโดยรวม แม้เพียงเรื่องราวอันเล็กน้อยของสังคม
ก็เป็นลู่ทางหนึ่งของการแสวงหาผลประโยชน์เพียงเพื่อกลุ่มคณะของตนเอง
โดยมองข้ามความสำคัญของสังคมโดยรวม ภาพพจน์ของนักการเมืองที่อ้างอิงความเป็นนักการศาสนา
เพียงเพื่อรับประโยชน์ในการตราเครื่องหมายรับรองต่างๆ ซึ่งจะมีปฏิสัมพันธ์ผู้ผลิตหลายๆ
ค่าย หลายๆ เครือข่าย ซึ่งมีมูลค่ามากมายมหาศาล ซึ่งหากกลุ่มคณะดังกล่าว มุ่งมั่งเพื่อประโยชน์ต่อสังคมโดยรวมด้วยความยำเกรงต่อพระองค์
ตรารับรองดังกล่าว ย่อมมีความศักดิ์สิทธิ์
และใช้เป็นแนวทางในการยืนยันต่อสังคมโดยรวมได้ แต่เมื่อใดที่กลุ่มคณะเหล่านั้น
ออกตรารับรองโดยมีข้อแลกเปลี่ยนเป็นประโยชน์เฉพาะคณะนั้น
สังคมโดยรวมขาดความไว้เนื้อเชื่อใจ สร้างหรือบั่นทอนความน่าเชื่อถือต่อองค์กร
ในไม่ช้า ย่อมล่มสลาย เพราะคณะนั้น ทำลายตนเอง และไม่ยำเกรงต่อพระองค์
ขอให้เราทั้งหลายจงมุ่งมั่นตรวจสอบตนเองและจงยำเกรงต่อพระองค์ต่อสิ่งที่เราทั้งหลายต่างมุ่งทำอิบาดัรเพื่อพระองค์




إِنَّ اللَّهَ وَمَلائِكَتَهُ يُصَلُّونَ عَلَى النَّبِيِّ يَا أَيُّهَا الَّذِينَ آمَنُوا صَلُّوا عَلَيْهِ وَسَلِّمُوا تَسْلِيمًا
رَبَّنَا آتِنَا فِي الدُّنْيَا حَسَنَةً وَفِي الآخِرَةِ حَسَنَةً وَقِنَا عَذَابَ النَّارِ
إِنَّ اللَّهَ يَأْمُرُ بِالْعَدْلِ وَالإحْسَانِ وَإِيتَاءِ ذِي الْقُرْبَى وَيَنْهَى عَنِ الْفَحْشَاءِ وَالْمُنْكَرِ وَالْبَغْيِ يَعِظُكُمْ لَعَلَّكُمْ تَذَكَّرُونَ
سُبْحَانَ رَبِّكَ رَبِّ الْعِزَّةِ عَمَّا يَصِفُونَ
وَسَلامٌ عَلَى الْمُرْسَلِينَ
وَالْحَمْدُ لِلَّهِ رَبِّ الْعَالَمِينَ
والسَلامٌ
มูฮำหมัด
สันประเสริฐ
16
ร่อบีอุ้ลอาเคร 1433

อ้างอิง
อัลกุรอ่านฉบับภาษาไทย สมาคมนักเรียนเก่าอาหรับ
ดำเนินการจัดพิมพ์โดยกระทรวงกิจการฮัจย์ แห่งราชอาณาจักรซาอุดิอาเบีย , www.DivineIslam.com
อัลฮาดีซ : Hadith
of The Day V 1.0 Freeware by FaridAnasri avater@muslimonline.com www.beconvinced.com