วันพุธที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2554

วิทยาศาสตร์

มิมบัรออนไลน์


คุตบะห์วันศุกร์ 19 รอมฎอน 1432 (วันศุกร์ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2554)


วิทยาศาสตร์



الْحَمْدُ لِلَّهِ رَبِّ الْعَالَمِينَ


هُوَ الَّذِي أَرْسَلَ رَسُولَهُ بِالْهُدَى وَدِينِ الْحَقِّ لِيُظْهِرَهُ عَلَى الدِّينِ كُلِّهِ وَكَفَى بِاللَّهِ شَهِيدًا


تُولِجُ اللَّيْلَ فِي النَّهَارِ وَتُولِجُ النَّهَارَ فِي اللَّيْلِ وَتُخْرِجُ الْحَيَّ مِنَ الْمَيِّتِ وَتُخْرِجُ الْمَيِّتَ مِنَ الْحَيِّ وَتَرْزُقُ مَنْ تَشَاءُ بِغَيْرِ حِسَابٍ



ท่านพี่น้องผู้ศรัทธาทั้งหลาย


คุณลักษณะหนึ่งของมนุษย์ คือ การรู้จักสังเกต พิจารณา ตรวจสอบ แล้วจึงสรุปผลลัพธ์ที่ได้เพื่อการตัดสินใจ กำหนดแนวทางปฏิบัติ หรือเป็นการสรุปบทเรียนเหล่านั้น เพื่อปรับปรุงพัฒนา สั่งสมเป็นประสบการณ์ ให้เกิดนวัตกรรมในเรื่องราวที่เกี่ยวข้อง หากเกิดย้อนรอยเรื่องต่างๆ เหล่านั้นขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง บทเรียนที่เกิดขึ้น จึงจะสะท้อนให้เห็นถึงการป้องกัน การบรรเทา การรักษาหรือเยียวยาต่อผู้ที่เกิดผลกระทบเหล่านั้นให้ได้รับความเสียหายหรือความกระทบกระเทือนน้อยที่สุด ซึ่งกระบวนการในเชิงเหตุผลเช่นนี้ถูกเรียกกันว่า เป็นกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ เป็นการศึกษาถึงศาสตร์ที่ได้มาจากข้อมูล การวิเคราะห์ผล การตรวจสอบ และการสรุปผล เพื่อเป็นแนวทางในการติดตามหรือในการศึกษาต่อไป ปัจจุบันกระบวนทางวิทยาศาสตร์ถูกนำมาปรับใช้ในการศึกษาของชาติ ทั้งในระดับมูลฐานไปจนถึงระดับบัณฑิตศึกษา ซึ่งเป็นแนวทางการวิเคราะห์ในเชิงลึก เพื่อหาเหตุผลสนับสนุน ทั้งเหตุผลที่เป็นความจริง เหตุผลในเชิงปริมาณ และเหตุผลในเชิงตรรกะ คำตอบที่ได้จากระบวนการทางวิทยาศาสตร์จะมีความถูกต้องสอดคล้องกับหลักทางวิชาการที่นำมาศึกษา โดยมีเหตุผลสนับสนุนอย่างเหมาะสม และเกิดความมั่นใจต่อตัวผู้ที่ทำการศึกษา วิเคราะห์ วิจัย นั้น เพื่อปลดเปลื้องความสงสัย ความไม่รู้ และสั่งสมเป็นกระบวนการสนับสนุนการศึกษาที่ต่อยอดในเรื่องราวต่างๆ ทำให้เกิดพัฒนาการและความหลากหลายในเชิงเหตุผลที่แต่ละคนได้นำเรื่องราวเหล่านั้นมาทำการศึกษา ปัจจุบัน วิชาวิทยาศาสตร์ก้าวเข้ามามีบทบาทสำคัญในการดำเนินชีวิตประจำวันของมนุษย์ทุกคน เป็นส่วนหนึ่งในการดำรงชีวิต เป็นคำตอบของทุกๆ สิ่งรอบตัวเรา มนุษย์จะใช้วิชาวิทยาศาสตร์เพื่อปรับปรุง ประยุกต์ใช้ในการแก้ไขปัญหาต่างๆ ของตนเอง ให้สามารถนำมาสู่ความรู้ ความเข้าใจ และเหตุผลสนับสนุน จึง จึงทำให้ปัจเจกชนทั้งหลายมีความคิดที่เป็นรูปแบบเดียวกันว่า วิทยาศาสตร์ เป็นคำตอบเดียวที่สามารถหาเหตุผลสนับสนุนได้อย่างเหมาะสม บางครั้งในการดำเนินชีวิตของเรา เราพบปัญหา เรามักใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ เพื่อหาเหตุผลสนับสนุน ชี้นำ บางคนอาจมองข้ามความจริงบางเรื่อง เพียงเพื่อที่จะได้ใช้หลักเหตุผลโยงใยไปสู่คำตอบ ทั้งๆ ที่คำตอบในเรื่องราวดังกล่าวนั้น สามารถอธิบายได้อย่างไม่ยากมากนัก เพราะบางประเด็นทางวิทยาศาสตร์ เมื่อถกเถียงหรือวิเคราะห์จนหาทางออกไม่ได้แล้ว คำตอบสุดท้าย กลับมีคำตอบว่า สิ่งนั้นสิ่งนี้เป็นไปโดยธรรมชาติ ทั้งที่เราประจักษ์อย่างแน่ชัดแล้วว่า ใครคือผู้สร้าง และธรรมชาติที่ว่านั้นใช่คำตอบที่แท้จริงหรือไม่ จึงขอย้ำเตือนตนเองและท่านทั้งหลาย จงออกห่างไกลจากสิ่งที่มีมรรคผลขัดหรือแย้งกับหลักการศรัทธาต่อพระองค์ ขอให้เราทั้งหลายจงน้อมนำแนวทางตามแบบฉบับของท่านศาสดาและกระทำในสิ่งที่พระองค์ทรงใช้และออกห่างไกลจากสิ่งที่พระองค์ทรงห้าม นั่นคือ ความชัดแจ้ง ความเที่ยงแท้ และแนวทางปฏิบัติ การกระทำทั้งกาย วาจา และใจ ด้วยความยำเกรงต่อพระองค์


ท่านทั้งหลาย


เดือนรอมฎอนในปีนี้ กำลังดำเนินอยู่และในอีกไม่กี่วันที่จะถึงนี้ เดือนรอมฎอนนี้ก็จะเดินผ่านชีวิตของเราไปอีกครั้งหนึ่งแล้ว มันคือกลไกรที่พระองค์อัลลอฮ์ (ซ.ล.) ได้วางไว้ ชี้แนะและแนะนำชนทั้งหลายให้ได้ประจักษ์ ถึงความยิ่งใหญ่เกรียงไกรของพระองค์ ซึ่งในมวลมนุษย์นั้น ไม่สามารถจะมีบทบาทในการกำหนดสภาวะเช่นเดียวกับพระองค์ได้ ไม่มีใครที่มีความสามารถเพียงนิดเดียวที่จะเป็นภาคีสำหรับพระองค์ หากเราสังเกตให้ดีแล้วจะพบว่า ในแต่ละรอบปีของการกำหนดเดือนทางปฏิทินฮิจเราะห์ศักราชแล้ว พบว่า เดือนทางจันทรคติกับเดือนทางสุริยคติมีความแตกต่างกันประมาณ 10-11 วัน นั่นความความว่า ทุกๆ 3 ปี เดือนทางจันทรคติจะหล่นเร็วขึ้น 1 เดือน นั่นหมายความว่า ในรอบ 33 ปี เดือนทางจันทรคติจะถูกทดให้เร็วขึ้น 1 ปี จะเห็นได้ว่า เมื่อปี พุทธศักราช 2525 เราเริ่มถือศีลอดวันแรกตรงกับกลางเดือนมิถุนายน ซึ่งในปีพุทธศักราช 2558 ก็จะเป็นเช่นเดียวกัน ดังนั้น หากเรามีชีวิตยืนยาวไปถึงรอมฎอนปีถัดไป เราจะเห็นได้ว่า การดำเนินชีวิตในเดือนรอมฎอน จะผันแปรไปในทุกๆ วันของปีในรอบ 33 ปี ซึ่งหมายความได้ว่า บรรดามวลมุสลิมทั้งหลายนั้น สามารถทำการถือศีลอดได้ตลอดทุกช่วงเวลาของแต่ละปี ไม่คงที่ในเดือนในเดือนหนึ่งตามปฏิทินทางสุริยคติ เช่นนี้ คือการพิจารณาถึงระบบโคจรของโลกในระบบสุของเราสุริยจักรวาล ซึ่งเป็นวิชาการทางวิทยาศาสตร์ หนึ่งในหลายๆ สาขาของวิทยาการนี้


จะเห็นได้ว่า มนุษย์พยายามใช้หลักการทางวิทยาศาสตร์เข้ามาอรรถาธิบายปรากฏการณ์ต่างๆ ได้อย่างแยบคาย อาศัยหลักการช่างสังเกต การวิเคราะห์ การจัดทำรูปจำลอง และการสร้างแบบจำลองต่างๆ ที่มีสมการทางคณิตศาสตร์ ด้วยการวิเคราะห์ต่างๆ เหล่านี้ จึงนำมาซึ่ง วิทยาการที่มีความหมายต่อการดำเนินชีวิตในปัจจุบันเป็นอย่างยิ่ง นั่นคือ การประยุกต์วิทยาการทางคณิตศาสตร์ เพื่อปรับใช้ในชีวิตประจำวันของมวลมนุษย์ จะเห็นได้ว่า การคำนวณหรือคาดคะเน ปรากฏการณ์ทางวิทยาศาสตร์ต่างๆ เช่น การเกิดจันทรุปราคา การเกิดสุริยุปราคา และปรากฏการณ์อื่นๆ นั้นด้วยแนวทางและกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ที่ถูกกำหนดขึ้นด้วยสมการทางคณิตศาสตร์ ที่ผ่านการศึกษามาในระยะเวลาช่วงหนึ่งของนักวิทยาศาสตร์ที่เฝ้ารอคอยปรากฏการณ์เหล่านี้ไว้ แล้วอรรถาธิบายและนำมาปรับปรุงแก้ไขให้มีความละเอียดถูกต้องมากยิ่งขึ้นตามระดับเทคโนโลยีที่เปลี่ยนไป จะเห็นว่าในปัจจุบันการคำนวณหรือคาดคะเนของนักวิทยาศาสตร์จะใกล้เคียงความเป็นจริงมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้ การคำนวณของนักวิทยาศาสตร์ เป็นการคำนวณโดยมีหลักการพื้นฐานจากแบบจำลองที่เหมาะสม แม้ว่าตัวแบบจะถูกกำหนดและได้ทำการศึกษามาอย่างชำนาญและเชี่ยวชาญแล้วก็ตาม แม้ว่ามีความถูกต้องแม่นยำสักเพียงใด แต่ในระบบการสร้างของพระองค์นั้น พระองค์มีพระประสงค์ที่จะให้สิ่งนั้นๆ เกิดขึ้นมาหรือไม่เกิดสิ่งนั้นก็ได้ ด้วยพระประสงค์ของพระองค์ ขอให้พิจารณาโองการจาก ซูเราะห์ Al-Qur'an, 003.027 (Aal-E-Imran [he Family of Imran]) ความว่า


003.027 تُولِجُ اللَّيْلَ فِي النَّهَارِ وَتُولِجُ النَّهَارَ فِي اللَّيْلِ وَتُخْرِج الْحَيَّ مِنَ الْمَيِّتِ وَتُخْرِجُ الْمَيِّتَ مِنَ الْحَيِّ وَتَرْزُقُ مَنْ تَشَاءُ بِغَيْرِ حِسَابٍ


003.027 "Thou causest the night to gain on the day, and thou causest the day to gain on the night; Thou bringest the Living out of the dead, and Thou bringest the dead out of the Living; and Thou givest sustenance to whom Thou pleasest, without measure."


27. พระองค์ทรงให้กลางคืนเข้าไปในกลางวัน และทรงให้กลางวันเข้าไปในกลางคืน (คือทรงให้ส่วนหนึ่งของกลางคืนเข้าไปในเวลากลางวันทำให้กลางวันยาวนานกว่ากลางคืน และให้ส่วนหนึ่งของกลางวันเข้าไปในเวลากลางคืน ทำให้กลางคืนยาวนานกว่ากลางวัน) และทรงให้สิ่งที่มีชีวิต ออกจากสิ่งที่ไม่มีชีวิต และทรงให้สิ่งที่ไม่มีชีวิตออกจากสิ่งที่มีชีวิต (เช่นให้ต้นอินทผลัมออกจากเมล็ดอินทผลัม และให้เมล็ดอินทผลัมออกจากต้นอินทผลัม เป็นต้น) และทรงให้ปัจจัยยังชีพแก่ผู้ที่พะองค์ทรงประสงค์โดยปราศจากการคำนวณ


ท่านทั้งหลาย


ในแง่มุมและความเข้าใจต่อกระบวนการทางวิทยาศาสตร์แล้ว วิทยาศาสตร์ มิใช่คำตอบที่ถูกต้องชัดเจน วิทยาศาสตร์เป็นเพียงเครื่องมือหนึ่งเท่านั้น หากพิจารณาการดำเนินชีวิตของเราเป็นการขับรถยนต์แล้ว วิทยาศาสตร์ก็เป็นเพียง เครื่องมือ (Tools) หนึ่ง เช่น ประแจ ไขควง เป็นต้น เป็นเครื่องมือที่จะช่วยให้เราแสวงหาคำตอบในเรื่องที่เราสนใจได้เท่านั้น วิทยาศาสตร์มิใช่คำตอบสุดท้าย หรือคำตอบที่ถูกต้องที่สุด อย่าลืมว่าในการใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ เพื่อแสวงหาคำตอบต่างๆ เหล่านั้น สิ่งสำคัญคือข้อมูล (data) ที่เราป้อนเข้าไป (input) ซึ่งเราต้องไตร่ตรองให้ได้ว่า เราจัดการควบคุมการทดลองหรือการศึกษาของเราไว้อย่างเหมาะสมเพียงใด บางครั้งการคาดคะเนของเราอาจถูกต้อง แต่ในบางครั้งเราจัดการระบบไม่มีสมดุล ผลการศึกษาเป็นไปคนละทางกับสิ่งที่เราทำการศึกษาไว้ในเชิงทฤษฎี นั่นคือสิ่งที่เราต้องหวนนำมาพิจารณา


ท่านทั้งหลาย


วิทยาศาสตร์ หาใช่ความจริง ความถูกต้องแม่นยำ และเป็นคำตอบในเชิงวิชาการที่มีเหตุผลรองรับ แต่ในหลักการที่พระองค์ทรงตระหนักและให้มวลมุสลิมพิจารณาถึงสิ่งต่างๆ รอบตัวเราแล้วจะพบว่า การสร้างของพระองค์นั้นมีความละเอียดอ่อน มีเหตุผล มีความถูกต้องแม่นยำตรวจสอบได้ ขอให้พิจารณาโองการจากซูเราะห์ Al-Qur'an, 002.286 (Al-Baqara [The Cow] ความว่า


002.286 لا يُكَلِّفُ اللَّهُ نَفْسًا إِلا وُسْعَهَا لَهَا مَا كَسَبَتْ وَعَلَيْهَا مَا اكْتَسَبَتْ رَبَّنَا لا تُؤَاخِذْنَا إِنْ نَسِينَا أَوْ أَخْطَأْنَا رَبَّنَا وَلا تَحْمِلْ عَلَيْنَا إِصْرًا كَمَا حَمَلْتَهُ عَلَى الَّذِينَ مِنْ قَبْلِنَا رَبَّنَا وَلا تُحَمِّلْنَا مَا لا طَاقَةَ لَنَا بِهِ وَاعْفُ عَنَّا وَاغْفِرْ لَنَا وَارْحَمْنَا أَنْتَ مَوْلانَا فَانْصُرْنَا عَلَى الْقَوْمِ الْكَافِرِينَ


002.286 On no soul doth Allah Place a burden greater than it can bear. It gets every good that it earns, and it suffers every ill that it earns. (Pray:) "Our Lord! Condemn us not if we forget or fall into error; our Lord! Lay not on us a burden Like that which Thou didst lay on those before us; Our Lord! Lay not on us a burden greater than we have strength to bear. Blot out our sins, and grant us forgiveness. Have mercy on us. Thou art our Protector; Help us against those who stand against faith."


286. อัลลอฮ์จะไม่ทรงบังคับชีวิตหนึ่งชีวิตใดนอกจากตามความสามารถของชีวิตนั้นเท่านั้น (อัลลอฮ์ได้ทรงใช้ให้แต่ละคนปฏิบัติเท่าที่เขามีความสามารถเท่านั้น) ชีวิตนั้นจะได้รับการตอบแทนดีในสิ่งที่เขาได้แสวงหาไว้ และชีวิตนั้นจะได้รับการลงโทษในสิ่งชั่วที่เขาได้แสวงหาไว้ โอ้พระเจ้าของพวกเรา! โปรดอย่าเอาโทษแก่เราเลย หากพวกเราลืม หรือผิดพลาดไป โอ้พระเจ้าของพวกเรา! โปรดอย่าได้บรรทุกภาระหนักใด ๆแก่พวกเรา (หมายถึงบัญญัติอันเป็นภาระหนักในการปฏิบัติ ที่ใช่คำว่าบรรทุกนั้นเป็นสำนวนเปรียบเทียบ กล่าวคือ บัญญัติอันเป็นภาระหนักในการปฏิบัตินั้น ประหนึ่งการแบกภาระอันหนัก) เช่นเดียวกับที่พระองค์ได้ทรงบรรทุกมัน แก่บรรดาผู้ที่อยู่ก่อนหน้าพวกเรามาแล้ว โอ้พระเจ้าของพวกเรา! โปรดอย่าให้พวกเราแบกมันได้ (หมายถึงบัญญัติที่ไม่มีกำลังความสามารถที่จะปฏิบัติได้ ที่ใช้คำว่าแบกก็เป็นสำนวนเปรียบเทียบเช่นเดียวกับคำว่า บรรทุก”) และโปรดได้ทรงอภัยแก่พวกเราและยกโทษให้แก่พวกเรา และเมตตาแก่พวกเราด้วยเถิด พระองค์นั้น คือผุ้ปกครองของพวกเราดังนั้นโปรดได้ทรงช่วยเหลือพวกเราให้ได้รับชัยชนะเหนือกลุ่มชนที่ปฏิเสธศรัทธาด้วยเถิด


เพราะการสร้างของพระองค์นั้น มีความละเอียดรอบคอบ และมีกลไกรตามที่พระองค์ทรงประสงค์ไว้ หากแต่ว่ามนุษย์อาจมีความสามารถที่จะศึกษาหรือสร้างความเข้าใจในปรากฏการณ์อย่างหนึ่งอย่างใดในเพียงชั่วระยะหนึ่งเท่านั้น มิใช่ว่ามนุษย์จะรู้รอบในเรื่องราวของพระองค์โดยทั้งหมด อาจกล่าวได้ว่า วิทยาศาสตร์ และความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ นั้น เป็นการเรียนรู้เพื่อกำหนดสร้างเครื่องมืออำนวยความสะดวกในการดำเนินชีวิตให้มีความสะดวกสบายต่อมวลมนุษยชาติ มิใช่ว่าวิทยาศาสตร์และหลักการทางวิทยาศาสตร์จะเป็นตัวกำหนดและมีความสามารถทัดเทียมการสร้างจากพระองค์ ขอฝากอีกโองการหนึ่ง Al-Qur'an, 003.009 (Aal-E-Imran [The Family of Imran] ความว่า


003.009 رَبَّنَا إِنَّكَ جَامِعُ النَّاسِ لِيَوْمٍ لا رَيْبَ فِيهِ إِنَّ اللَّهَ لا يُخْلِفُ الْمِيعَاد


003.009 "Our Lord! Thou art He that will gather mankind Together against a day about which there is no doubt; for Allah never fails in His promise."


9. โอ้พระผู้เป็นเจ้าของพวกเรา! แท้จริงพระองค์นั้น เป็นผู้ชุมนุมมนุษย์ทั้งหลายในวันหนึ่งซึ่งไม่มีการสงสัยใด ๆ ในวันนั้น (วันกิยามัต) แท้จริงอัลลอฮ์นั้นจะไม่ทรงผิดสัญญา



ความสงสัยใดๆ ของมนุษย์ เป็นสิ่งที่ทำให้เขาเหล่านั้นแสวงหาคำตอบ แต่สุดท้ายแล้วกระบวนการในการศึกษาของเขาเหล่านั้น เป็นเพียงเครื่องมือหนึ่งในระยะเวลาหนึ่งเท่านั้น เมื่อเหตุการณ์รอบข้างนั้น ผ่านพ้นไปแล้ว คำตอบที่ได้จากการวิเคราะห์ตามกระบวนการทางวิทยาศาสตร์จะเปลี่ยนไปตามบรรดาข้อมูลที่ได้เพื่อการวิเคราะห์นั้นๆ แต่การสร้างของพระองค์เป็นสิ่งที่ยืนยันได้ว่า ไม่ใครที่มีความสามารถทัดเทียมพระองค์ พระองค์ทรงมีพระประสงค์ให้คนหนึ่งคนใดมีความสามารถ มีสติปัญญาที่ดีกว่าคนอื่นๆ ได้นั้น ก็ด้วยพระประสงค์ที่จะทำให้มนุษย์นั้นมีความสะดวกสบายต่อการดำรงชีพและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น มิใช่ว่ามนุษย์จะละเมิดกฎเกณฑ์ของพระองค์ เพียงเพื่อการสนับสนุนเพียงคำตอบตามกระบวนการทางวิทยาศาสตร์



إِنَّ اللَّهَ وَمَلائِكَتَهُ يُصَلُّونَ عَلَى النَّبِيِّ يَا أَيُّهَا الَّذِينَ آمَنُوا صَلُّوا عَلَيْهِ وَسَلِّمُوا تَسْلِيمًا


رَبَّنَا إِنَّكَ مَنْ تُدْخِلِ النَّارَ فَقَدْ أَخْزَيْتَهُ وَمَا لِلظَّالِمِينَ مِنْ أَنْصَارٍ


رَبَّنَا إِنَّنَا سَمِعْنَا مُنَادِيًا يُنَادِي لِلإيمَانِ أَنْ آمِنُوا بِرَبِّكُمْ فَآمَنَّا رَبَّنَا فَاغْفِرْ لَنَا ذُنُوبَنَا وَكَفِّرْ عَنَّا سَيِّئَاتِنَا وَتَوَفَّنَا مَعَ الأبْرَارِ


رَبَّنَا وَآتِنَا مَا وَعَدْتَنَا عَلَى رُسُلِكَ وَلا تُخْزِنَا يَوْمَ الْقِيَامَةِ إِنَّكَ لا تُخْلِفُ الْمِيعَادَ


رَبَّنَا آتِنَا فِي الدُّنْيَا حَسَنَةً وَفِي الآخِرَةِ حَسَنَةً وَقِنَا عَذَابَ النَّارِ


إِنَّ اللَّهَ يَأْمُرُ بِالْعَدْلِ وَالإحْسَانِ وَإِيتَاءِ ذِي الْقُرْبَى وَيَنْهَى عَنِ الْفَحْشَاءِ وَالْمُنْكَرِ وَالْبَغْيِ يَعِظُكُمْ لَعَلَّكُمْ تَذَكَّرُونَ


سُبْحَانَ رَبِّكَ رَبِّ الْعِزَّةِ عَمَّا يَصِفُونَ


وَسَلامٌ عَلَى الْمُرْسَلِينَ


وَالْحَمْدُ لِلَّهِ رَبِّ الْعَالَمِينَ


ว่าบิ้ลลาฮิเตาฟีก วั้ลฮิดายะห์


วัสสลาม


มูฮำหมัด สันประเสริฐ


อ้างอิง


อัลกุรอ่านฉบับภาษาไทย สมาคมนักเรียนเก่าอาหรับ ดำเนินการจัดพิมพ์โดยกระทรวงกิจการฮัจย์ แห่งราชอาณาจักรซาอุดิอาเบีย http://www.alquran-thai.com/ShowSurah.asp , www.DivineIslam.com


อัลฮาดีซ : Hadith of The Day V 1.0 Freeware by FaridAnasri avater@muslimonline.com www.beconvinced.com


วันอังคารที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2554

สรวงสวรรค์ นั้น อยู่ใต้ฝ่าเท้าของมารดา

มิมบัรออนไลน์


คุตบะห์วันศุกร์ 12 รอมฎอน 1432 (วันศุกร์ที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2554)


สรวงสวรรค์ นั้น อยู่ใต้ฝ่าเท้าของมารดา



الْحَمْدُ لِلَّهِ رَبِّ الْعَالَمِينَ


هُوَ الَّذِي أَرْسَلَ رَسُولَهُ بِالْهُدَى وَدِينِ الْحَقِّ لِيُظْهِرَهُ عَلَى الدِّينِ كُلِّهِ وَكَفَى بِاللَّهِ شَهِيدًا


وَقَضَى رَبُّكَ أَلا تَعْبُدُوا إِلا إِيَّاهُ وَبِالْوَالِدَيْنِ إِحْسَانًا إِمَّا يَبْلُغَنَّ عِنْدَكَ الْكِبَرَ أَحَدُهُمَا أَوْ كِلاهُمَا فَلا تَقُلْ لَهُمَا أُفٍّ وَلا تَنْهَرْهُمَا وَقُلْ لَهُمَا قَوْلا كَرِيمًا


وَاخْفِضْ لَهُمَا جَنَاحَ الذُّلِّ مِنَ الرَّحْمَةِ وَقُلْ رَبِّ ارْحَمْهُمَا كَمَا رَبَّيَانِي صَغِيرًا


رَبُّكُمْ أَعْلَمُ بِمَا فِي نُفُوسِكُمْ إِنْ تَكُونُوا صَالِحِينَ فَإِنَّهُ كَانَ لِلأوَّابِينَ غَفُورًا


ท่านพี่น้องผู้ศรัทธาทั้งหลาย


เราทั้งหลายได้ใช้ชีวิตในเดือนรอมฎอนอัลมุบาร็อก ผ่านพ้นสิบวันแรกกันมาทุกคนแล้ว เราทั้งหลายต่างมีความสุขใจในการกระทำอามั้ลที่เปี่ยมล้นด้วยภาคผลอันทวีคูณหลายเท่า เราต่างสุขใจที่ได้กระทำด้วยความเปรมปรีดิ์ ขณะเดียวกันผลแห่งการกระทำของเรานั้น ได้เพิ่มพูนความยำเกรงต่อพระองค์ให้มากขึ้นและทวีปริมาณเพิ่มขึ้นไปเป็นสัดส่วนมากยิ่งขึ้นไปเรื่อยๆ จึงขอเตือนตนเองและท่านทั้งหลาย จงอย่าได้เหน็ดเหนื่อยที่จะมุ่งมั่นการกระทำของเราในช่วงเวลาที่เหลือของเดือนรอมฎอน เพราะไม่แน่นอนว่า ชีวิตของเรานั้นจะได้ดำเนินจนถึงเดือนรอมฎอนในปีต่อไปหรือไม่ การปฏิบัติศาสนกิจในวันนี้ เดือนนี้และปีนี้ จงมุ่งมั่นกระทำด้วยความภาคภูมิใจ มุ่งมั่นกระทำอย่างยำเกรงต่อพระองค์ โดยมุ่งหวังความโปรดปราณจากพระองค์หาใช่เพียงมุ่งหวัง สิ่งอื่นใดอันจะทำให้เกิดความบกพร่องในการกระทำของเรา ทั้งๆที่ เราไม่ได้มุ่งมั่นตั้งเจตนาในสิ่งนั้น แต่เรามุ่งหวังในภาคผลจากพระองค์เพียงเท่านั้น หาใช่มุ่งหวังในกิจการใดๆ หรือเสียงสรรเสริญเยินยอจากใครๆ ไม่ แต่เรามุ่งหวังและมุ่งมั่นการกระทำเพื่อพระองค์ตามแบบฉบับของท่านศาสดา จึงย้ำเตือนทุกๆ คนในที่นี้ว่า การกระทำของเราจงมุ่งมั่นเพื่อพระองค์ มิใช่สิ่งอื่นใด และภารกิจของการถือศีลอดในเดือนสำคัญนี้ สิ่งหนึ่งที่เราต้องพิจารณาคือ เรารู้จักการแบ่งปัน การให้ แล้วหรือยัง เพราะเป้าหมายของการถือศีลอด คือ การที่เราเรียนรู้ ด้วยความยำเกรง เพื่อที่เราจะได้รู้จักที่จะแบ่งปันให้กับผู้ที่มีสิทธิ์ การแบ่งปันจะไม่มีผลในความชุ่มชื่นในจิตใจได้เลย หากว่าเจ้าของแห่งทรัพย์นั้น มิได้ตอบรับความเมตตาจากพระองค์ด้วยความยำเกรงและมุ่งมั่นภาคผลจากพระองค์เป็นแน่แท้


ท่านทั้งหลาย


บริบทแห่งชีวิตแต่ละคน ล้วนไม่แตกต่างกัน ตามสถานภาพ ฐานนานุรูปแห่งเผ่าพันธุ์และการเปลี่ยนแปลงสถานภาพ บทบาท และหน้าที่ในแต่ละช่วงวัย แน่นอนว่า ช่วงหนึ่งเราเป็นทารก เป็นเด็ก เราต้องร้องขอความช่วยเหลือจากแม่หรือพ่อ ครั้นเราเจริญเติบโตมีความแข็งแรงเพียงพอที่จะช่วยเหลือตนเองหรือผู้อื่นๆได้ เรามีความภาคภูมิใจและพร้อมในการกระทำต่างๆ เพื่อให้ชีวิตดำเนินไปเพื่อแสวงหาความสุขของตนเองตามรสนิยมของปัจเฉกบุคคล ครั้นวัยของเราก้าวเข้าสู่ความชรา โรยรา ไม่เข้มแข็ง มีความเจ็บป่วยต้องพึ่งพาอาศัยคนที่มีความแข็งแรงให้ความช่วยเหลือ ตราบจนเราเสียชีวิต แน่นอนว่าแต่ละช่วงวัยของเราสถานภาพที่เปลี่ยนไป เราต่างมีหน้าที่ที่จะต้องจัดการตามสถานภาพของเรา โดยที่เราอาจมีสถานภาพในการเป็นลูก เป็นแม่ เป็นพ่อ ปู่ย่าตายาย หรืออื่นๆ ตามบทบาทที่มีในแต่ละครอบครัว แน่นอนว่า สังคมของครอบครัว คือสังคมเล็กๆ ที่มุ่งเน้นให้แต่ละคนซึ่งได้ถูกกำหนดบทบาทมาแล้วว่า เราจะดำเนินชีวิตไปในแต่ละช่วงวัยอย่างไร เรามีหน้าที่ต่อบุคคลในครอบครัวของเขานั้นเช่นไรบ้าง และเขาแสดงออกต่อบุคคลในครอบครัวของเขาอย่างไร เช่นกัน ในฐานะที่วันนี้เรามีบทบาทที่จะอบรมสั่งสอนเด็กๆ ในครอบครัวของเรา เราได้เรียนรู้ประสบการณ์ดังกล่าวมาตลอดช่วงเวลาที่เรายังอ่อนวัยอยู่ นั้น เราสร้างคุณค่าไว้อย่างไร เรากระทำต่อพ่อแม่ของเราอย่างไรบ้าง นั่นคือสิ่งที่จะตอบโจทย์ในวันนี้ซึ่งเราเป็นผู้ปกครองเด็กๆ ในอำนาจปกครองของเรา เพื่อที่เขาจะได้รู้จักบทบาทของพ่อแม่และจะนำพาเขาเหล่านั้นดำเนินชีวิตไปอย่างสวัสดิภาพเพื่อคนในรุ่นต่อๆไป


ท่านทั้งหลาย


การปฏิบัติตนต่อพ่อแม่ หรืออีกนัยหนึ่งบทบาทของลูกที่มีต่อพ่อแม่นั้น เรากระทำอย่างไร จิตใจของเราที่มีต่อบุพการีของเรานั้น เป็นเช่นไร เราทำความดีต่อเขาเหล่านั้นอย่างไร แน่แท้ว่า ความกตัญญูรู้คุณต่อบิดามารดา เป็นคุณธรรมสากลหนึ่งที่แต่ละสังคมต่างมุ่งมั่นที่จะกำหนดให้ทุกๆ คนในสังคม ได้ปฏิบัติ เป็นเครื่องหมายอันดีงามที่จะบ่งบอกได้ว่า คุณภาพ คุณธรรม ของสังคมนั้น เป็นอย่างไร พระองค์อัลลอฮ์ (ซ.บ.) ทรงมีโองการในซูเราะห์ Al-Qur'an, 017.023-025 (Al-Isra [Isra, The Night Journey, Children of Israel] ความว่า


017.023 وَقَضَى رَبُّكَ أَلا تَعْبُدُوا إِلا إِيَّاهُ وَبِالْوَالِدَيْنِ إِحْسَانًا إِمَّا يَبْلُغَنَّ عِنْدَكَ الْكِبَرَ أَحَدُهُمَا أَوْ كِلاهُمَا فَلا تَقُلْ لَهُمَا أُفٍّ وَلا تَنْهَرْهُمَا وَقُلْ لَهُمَا قَوْلا كَرِيمًا


017.023 Thy Lord hath decreed that ye worship none but Him, and that ye be kind to parents. Whether one or both of them attain old age in thy life, say not to them a word of contempt, nor repel them, but address them in terms of honour.


23. และพระเจ้าของเจ้าบัญชาว่า พวกเจ้าอย่าเคารพภักดีผู้ใดนอกจากพระองค์เท่านั้นและจงทำดีต่อบิดามารดา (นักตัฟซีรกล่าวว่า การที่พระองค์ทรงกล่าวให้ทำความดีต่อบิดามารดา หลังจากใช้ให้เคารพภักดีต่อพระองค์เท่านั้น เป็นการแสดงให้เห็นถึงหน้าที่อันยิ่งใหญ่ของบิดามารดาที่มีต่อบุตร เพราะทั้งสองเป็นต้นเหตุแห่งการเกิดและการมีชีวิตของเขา) เมื่อผู้ใดในทั้งสองหรือทั้งสองบรรลุสู่วัยชราอยู่กับเจ้า ดังนั้นอย่ากล่าวแก่ทั้งสองว่า อุฟ !(คำว่า อุฟเป็นการแสดงออกถึงความไม่พอใจ) และอย่าขู่เข็ญท่านทั้งสอง และจงพูดแก่ท่านทั้งสองด้วยถ้อยคำที่อ่อนโยน


017.024 وَاخْفِضْ لَهُمَا جَنَاحَ الذُّلِّ مِنَ الرَّحْمَةِ وَقُلْ رَبِّ ارْحَمْهُمَا كَمَا رَبَّيَانِي صَغِيرًا


017.024 And, out of kindness, lower to them the wing of humility, and say: "My Lord! bestow on them thy Mercy even as they cherished me in childhood."


24. และจงนอบน้อมแก่ท่านทั้งสอง ซึ่งการถ่อมตนเนื่องจากความเมตตา และจงกล่าวว่า ข่าแต่พระเจ้าของฉัน ทรงโปรดเมตตาแก่ท่านทั้งสองเช่นที่ทั้งสองได้เลี้ยงดูฉันเมื่อเยาว์วัย (จงกระทำทุกอย่างเป็นการแสดงถึงความรักต่อท่านทั้งสอง เป็นต้นว่า การเอาอกเอาใจ การให้เกียรติ และยกย่องท่านทั้งสองต่อหน้าคนอื่น และจงขอพรดุอาอให้แก่ท่านทั้งสองอยู่เสมอ โดยขอให้อัลลอฮ ตะอาลา ทรงอภัยโทษและโปรดปรานและเมตตาแก่ท่านทั้งสอง เสมือนกับที่ท่านทั้งสองได้เลี้ยงดูทนุถนอมเรามาเมื่อเรายังเป็นเด็กๆ)


017.025 رَبُّكُمْ أَعْلَمُ بِمَا فِي نُفُوسِكُمْ إِنْ تَكُونُوا صَالِحِينَ فَإِنَّهُ كَانَ لِلأوَّابِينَ غَفُورًا


017.025 Your Lord knoweth best what is in your hearts: If ye do deeds of righteousness, verily He is Most Forgiving to those who turn to Him again and again (in true penitence).


25. พระเจ้าของพวกเจ้าทรงรู้ดียิ่งถึงสิ่งที่อยู่ในจิตใจของพวกเจ้า หากพวกเจ้าเป็นคนดี ดังนั้นพระองค์เป็นผู้ทรงอภัยแก่บรรดาผู้กลับเนื้อกลับตัวอย่างแน่นอน


ท่านทั้งหลาย


แนวทางการปฏิบัติต่อบิดามารดาตามนัยโองการที่ได้ยกมานี้ เป็นสิ่งง่ายๆ ที่ทุกคนสามารถกระทำได้ด้วยจิตใจ สามัญสำนึกในความรู้สึกที่ดีต่อบุพการีของเรา เป็นหลักยึดที่ทุกๆ สังคม ต่างประพฤติปฏิบัติกันมาอย่างช้านาน ด้วยแนวปฏิบัติและหลักคุณธรรมที่เรียกกันว่า “ความกตัญญู” ซึ่งในทุกวันนี้ ปรากฏตามสื่อสารมวลชลว่า คุณธรรมในเรื่องนี้ กำลังจะสูญหายไปจากสังคม ด้วยสภาวะทางเศรษฐกิจที่บีบคั้น สังคมที่เจริญด้านวัตถุนิยมเข้ามาแทนที่ความเจริญทางด้านจิตใจ สิ่งที่สูญหายไปทีละเล็กละน้อย คือ คุณธรรมในจิตใจของแต่ละคน แม้ว่าศาสนต่างๆ ที่คนนับถือ ต่างมุ่งมั่นให้ความสำคัญในหลักคุณธรรมด้านนี้ จะเห็นว่า เมื่อมีโอกาสที่จะรำลึกถึงพระคุณของบุพการีในวาระต่างๆ จะรณรงค์กันแสดงออกถึงความสำคัญของการเป็นพ่อตัวอย่าง แม่ตัวอย่าง ลูกที่มีคุณธรรมกตัญญู เพียงแค่ในแต่ละเทศกาลที่จะรำลึกถึง แต่ข่าวสารที่ปรากฏในแต่ละวันตามหน้าสื่อสารมวลชนกับมีข่าวที่น่าเศร้าโสกมากมาย ที่แสดงให้เห็นว่า คนในสังคมส่วนหนึ่งละเลย มองข้าม ไม่ให้ความสำคัญต่อคุณค่าทางจิตใจในหลักคุณธรรมข้อนี้ ข่าวสารที่เกี่ยวข้องกับการทำร้ายระหว่างกันในครอบครัว ทั้งจากที่เกิดขึ้นจากลูกกระทำต่อพ่อแม่ พ่อแม่กระทำต่อลูกๆ รวมถึงการทอดทิ้งเด็กหรือคนชราในสถานที่ต่างๆ บ่งบอกให้เห็นถึงสภาพจิตใจที่เลวร้าย ความหดหู่ในสายตาของผู้พบเห็น สะท้อนให้สังคมได้เห็นว่า มุมมืดทางสังคมที่เกิดขึ้น เป็นสิ่งที่เกิดจากการไม่ให้ความสำคัญต่อบทบาทในครอบครัว ความรัก ความเอาใจใส่ ความสัมพันธ์ที่เปี่ยมไปด้วยความปรารถนาดีที่มีต่อกัน และความเอื้ออาทรต่อกันของคนทุกคนในครอบครัว เดียวกัน แน่นอนว่า การปฏิบัติต่อกันในแต่ละบทบาทในครอบครัว เป็นสิ่งที่สะท้อนได้ว่า เมื่อมีความรักและความห่วงใยเอื้ออาทรต่อกันของทุกคนในครอบครัวที่แสดงออกได้ด้วยการปฏิบัติต่อกันตามสถานภาพและบทบาทของแต่ละคนด้วยจิตที่มุ่งมั่นถึงสัมพันธภาพ ในความเมตตาเอื้ออาทรต่อกัน จะเป็นสิ่งไม่สามารถลบเลือนคุณธรรมเรื่องความกตัญญูรู้คุณให้หายหรือหมดไปจากสังคม


เด็กๆ ต้องเรียนรู้ฝึกฝน ปฏิบัติตน เพื่อให้อยู่รอดเติบโต ด้วยการฟูมฟัก ความเอื้ออาทรจากพ่อแม่ที่มีต่อเขาในยามเยาว์วัย ในสังคมปกติ คงไม่มีใครที่จะทำร้ายเด็กเล็กๆ เหล่านั้นในล้มหายตายจากไปจากครอบครัว ในทางตรงกันข้าม ทุกๆ คนในครอบครัวต่างมุ่งมั่นที่จะเห็นเขาเติบใหญ่และได้รับคุณภาพชีวิตที่ดี เพื่อที่ให้เขาเหล่านั้นมีพื้นฐานที่แข็งแกร่งด้วยความรัก ความปรารถนาดีที่มีต่อกัน ในทำนองเดียวกัน คนชราที่รอคอยความตายที่มีมาถึงในช่วงเวลาใกล้ๆ นั้น การดูแลต่อเขานั้นไม่ได้แตกต่างจากเด็กๆ มากนัก การดูแลเอาในใส่ต่อเขา และการปฏิบัติต่อเขา ในสังคมปกติ ก็ต้องปฏิบัติด้วยความรัก ความห่วงใย ความเอาใจใส่ เพื่อให้เขาได้มีจิตใจที่เข้มแข็ง มุ่งมั่นดำเนินชีวิตไปอย่างมีคุณภาพตามอัตภาพของครอบครัว ซึ่งเป็นการตอบแทนที่ทรงคุณค่า มีพลัง เปี่ยมล้นไปด้วยหลักคุณธรรมแห่งความกตัญญูรู้คุณ จิตวิญญาณแห่งความเอื้ออาทร ห่วงใยที่มีต่อกัน เป็นสิ่งที่สะท้อนได้ว่าครอบครัวเหล่านั้น ได้บ่งบอกถึงคุณค่าและความยิ่งใหญ่ ที่พระองค์อัลลอฮ์ (ซ.บ.) ทรงมีโองการดังกล่าวข้างต้นมากเพียงใด เพราะพระองค์ ทรงให้ความสำคัญในเรื่องนี้รองจากการปฏิบัติอามั้ลอิบาดัรเพื่อพระองค์ นั่นแสดงให้เห็นว่า ผู้ที่มุ่งมั่นปฏิบัติศาสนกิจด้วยความยำเกรงต่อพระองค์นั้น แน่นอนว่า สิ่งหนึ่งที่เขาต้องกระทำไปพร้อมกันคือ เขาต้องเป็นคนที่กตัญญูรู้คุณต่อบิดามารดาของเขาด้วยเช่นกัน มิฉะนั้นแล้ว เขาจะไม่ได้เข้าถึงจิตวิญญาณของผู้ศรัทธาเลยแม้แต่นิดเดียวเลย ดังนั้น ในวันนี้ วันที่เราทั้งหลายกำลังมีจิตที่มุ่งการปฏิบัติเพื่อตอบรับต่อพระองค์ในการถือศีลอด เพื่อเข้าถึงภาคผลแห่งการแบ่งปัน การให้ การเอาใจใส่เอื้ออาทรต่อกันในหมู่เพื่อนมนุษย์ด้วยกันนั้น ไฉนเลยเขาจะมองข้ามความสำคัญของผู้ที่มีความสำคัญต่อเรา ทั้งพ่อแม่ของเรา การปฏิบัติตนต่อเขาทั้งสอง เฉกเช่นที่เขาทั้งสองต่างทนุถนอมต่อเราในช่วงที่เรายังเป็นเด็กหรือทารกที่ช่วยเหลือตนเองไม่ได้ หากปราศจากท่านทั้งสองแล้ว ใครเล่าที่จะทุ่มเทเวลา ทรัพย์สินทั้งหมด เพื่อเรา ใครจะยอมกระทำให้เรา โดยที่เขามีภาระมากมายแต่ต้องสละกิจวัตรทั้งหมดเพื่อเรา เด็กๆ จึงพึงสังวรและตระหนักว่า กากับกิริยาของเราที่แสดงออกที่ท่านทั้งสอง ควรเป็นเช่นไร คงต้องย้อนกลับและฉุกคิดให้ได้ว่า เมื่อปราศจากท่านทั้งสองในยามที่เราช่วยตัวเองไม่ได้แล้ว ใครจะให้เราได้มากกว่าท่าน จึงขอย้ำเตือนตนเองและท่านทั้งหลายในวาระและโอกาสที่สังคมส่วนใหญ่กำลัง คิดถึงและภาคภูมิใจให้ความสำคัญของแม่


ท่านทั้งหลาย


แม่ คือ ผู้ที่มีบทบาทและสำคัญยิ่งสำหรับทุก ๆ คน ทุกอนูชีวิตของแต่ละคน ต่างมีจิตวิญญาณแห่งความเสียสละของท่าน ไม่มีใครที่ไม่มีแม่ ท่าศาสดา (ซ.ล.) แม้ท่านจะเป็นเด็กกำพร้าทั้งพ่อและแม่ ท่านยังรำลึกถึงพระคุณของแม่อยู่อย่างสม่ำเสมอทั้งในอัลฮาดีส และในการปฏิบัติของท่าน ดังนั้น ขอให้เราทั้งหลาย จงตระหนักและพิจารณาถึงคุณค่า บทบาทและความสำคัญของแม่ จงปฏิบัติต่อท่านด้วยความรัก ความเอื้ออาทร ความมีจิตใจและการแสดงออกด้วยความรัก เพราะไม่สามารถหาสิ่งใดที่มีคุณค่าเทียมเท่าความรักของแม่ที่มีต่อลูก ไม่ว่าเราจะตีค่าหรือประเมินราคาทรัพย์สินสิ่งใดมาทดแทน ท่านศาสดา มีอัลฮาดีส ความว่า


“สรวงสวรรค์ นั้น อยู่ใต้ฝ่าเท้าของมารดา”


เพียงเท่านี้ ย่อมประจักษ์ว่า การใดๆ ที่เรากระทำ จะไม่มีคุณค่าเลย หากเราละเลยการปฏิบัติที่ดีต่อท่าน ซึ่งความสัมพันธ์นี้หาใช่เพียงชั่วครั้งชั่วครู่หรือชั่วคราว แต่ความสัมพันธ์นี้มีตลอดไป สิ่งที่จะเห็นได้อย่างชัดเจนว่าการปฏิบัติต่อท่านด้วยคุณค่าและความดี นั้น มีความเหมาะสม กับคุณค่าของผู้ที่ประพฤติดี มีอิหม่านเฉกเช่นผู้ศรัทธาและมุ่งหวังความยำเกรงต่อพระองค์นั้น ในยามที่แม่ หรือพ่อ ย่างก้าวเข้าสู่วัยชราภาพ นั้น เราประพฤติปฏิบัติตนต่อท่านทั้งสองอย่างไร จึงขอเตือนตนเองและทุกๆ ท่าน จงมองให้เห็นคุณค่าและความสำคัญในเรื่องนี้ด้วย เพราะทุกๆ อามั้ลที่เราปฏิบัติ ภาคผลของมัน ส่งตรงไปยังท่านทั้งสอง โดยเฉพาะ แม่ของท่าน แม่ของท่าน แม่ของท่าน และพ่อของท่าน ดังนั้น จึงต้องตระหนักและอย่ามองข้ามความสำคัญเกี่ยวกับเรื่องนี้ ช่วงเวลาขณะที่เรากำลังละศีลอด เป็นช่วงที่จิตใจของเราชุ่มฉ่ำ มีความสุข เช่นเดียวกับช่วงเวลาแห่งอาหารมื้อแรกหลังจากที่หิวโซและโหยหาอาหารมาตลอดวันของคนยากจนขัดสน เช่นกัน ความสุขในจิตใจที่แม่หรือพ่อในยามชราภาพจะฉ่ำชื้นหัวใจก็ด้วยยามใดที่ลูกๆ ของเราเข้ามาหาแสดงความรักความเอื้ออาทรที่มีต่อกัน สิ่งนั้นแหละคือการตอบโจทย์ของพระองค์อัลลอฮ์ (ซ.บ.) ด้วยความยำเกรงต่อพระองค์เป็นที่ตั้ง


إِنَّ اللَّهَ وَمَلائِكَتَهُ يُصَلُّونَ عَلَى النَّبِيِّ يَا أَيُّهَا الَّذِينَ آمَنُوا صَلُّوا عَلَيْهِ وَسَلِّمُوا تَسْلِيمًا


رَبَّنَا آتِنَا فِي الدُّنْيَا حَسَنَةً وَفِي الآخِرَةِ حَسَنَةً وَقِنَا عَذَابَ النَّارِ


إِنَّ اللَّهَ يَأْمُرُ بِالْعَدْلِ وَالإحْسَانِ وَإِيتَاءِ ذِي الْقُرْبَى وَيَنْهَى عَنِ الْفَحْشَاءِ وَالْمُنْكَرِ وَالْبَغْيِ يَعِظُكُمْ لَعَلَّكُمْ تَذَكَّرُونَ


سُبْحَانَ رَبِّكَ رَبِّ الْعِزَّةِ عَمَّا يَصِفُونَ


وَسَلامٌ عَلَى الْمُرْسَلِينَ


وَالْحَمْدُ لِلَّهِ رَبِّ الْعَالَمِينَ


ว่าบิ้ลลาฮิเตาฟีก วั้ลฮิดายะห์


วัสสลาม


มูฮำหมัด สันประเสริฐ


อ้างอิง


อัลกุรอ่านฉบับภาษาไทย สมาคมนักเรียนเก่าอาหรับ ดำเนินการจัดพิมพ์โดยกระทรวงกิจการฮัจย์ แห่งราชอาณาจักรซาอุดิอาเบีย http://www.alquran-thai.com/ShowSurah.asp , www.DivineIslam.com


อัลฮาดีซ : Hadith of The Day V 1.0 Freeware by FaridAnasri avater@muslimonline.com www.beconvinced.com